หนังสือที่อ่านแล้วอยากมีลูกขึ้นมาทันที
posted on 10 May 2008 14:59 by chocolatencashmere in Booksช่วงนี้เจอหน้าคุณหนูน้องทีไร เธอก็จะบอกว่าไม่อยากมีลูก ล่าสุดบอกว่าตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าไม่อยากมีลูก แต่ยังไม่ได้บอกสามีเลย
แหม ถ้าถามฉันล่ะก็ สามีคนนั้นของเธอไม่ต้องไปสนใจหรอก ทำยังกับว่าสามีจะมีปัญญาหาเงินมาเลี้ยงลูกอย่างนั้น ถ้ายังไงก็บอกให้หาเงินมากองไว้สักสิบล้านก่อนถ้าอยากมีลูก ไว้เป็นกองทุนอุ้มชูบุตร (ต้องสิบล้านเพราะไม่รู้คุณหนูน้องไปเอาข้อมูลมาจากไหน ว่าควรจะมีเงินเตรียมไว้ประมาณสิบล้านต่อลูกหนึ่งคน)
เรื่องของเรื่องคือคุณหนูน้องของฉันคิดยังไงไม่ทราบได้ไปแต่งงานกับผู้ชายจน คุณหนูน้องที่เกิดมาบนกองเงินกองทองเลยเกิดอยากประหยัดตามฐานะสามีขึ้นมา คิดไปว่าคงไม่มีเงินเลี้ยงลูก นี่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของเธอได้ยินคงนึกเกลียดลูกเขยคนนี้ขึ้นมาทันที ฐานทำให้ลูกสาวไม่อยากมีหลานให้ อาจจะเลยเถิดไปถึงขนาดควักเงินสิบล้านออกมารับขวัญหลานที่ยังไม่เกิด คุณหนูน้องจะได้เลิกวิตกจริต
ฟังคุณหนูน้องอธิบายเหตุผลที่ไม่อยากมีลูกแล้วฉันก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกัน เรื่องเงินยกไว้ อันนี้ไม่เข้าใจ เพราะถ้าขนาดเธอไม่มีเงินเลี้ยงลูก คนในเก้าสิบห้าเปอร์เซนไทล์ข้างล่างเธอก็คงอดตายกันไปหมดแล้ว ยกเว้นว่าตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยเงินเดือนสามี อันนี้คงไม่มีปัญญาจริงๆ
แต่ถ้าเหตุผลอื่น เช่นถ้ามีลูกก็ต้องทุ่มเทรักลูกเหลือเกิน เป้าหมายชีวิตของตัวเองไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน อันนี้แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ "เคท เธอทำได้ยังไงเนี่ย" หรือ I don't know how she does it. โดย แอลิสัน เพียร์สัน แปลโดย เมลานี แปลดีมาก
เป็นหนังสือที่ดีมาก อ่านครั้งแรกเมื่อสามสี่ห้าปีก่อน อ่านแล้วอยากมีลูกขึ้นมาทันที ถึงตอนนี้ก็ยังหยิบมาอ่านอยู่บ้างเป็นบางตอน
ที่บ้านมีแต่เล่มแปลไทย คุณหนูน้องคงไม่อ่าน ไว้วันไหนจะออกไปซื้อเล่มภาษาอังกฤษมาให้
นางเอกของเรื่องเป็นแม่ลูกสอง ทำงานเป็นผู้จัดการกองทุน สามีเป็นสถาปนิกที่ได้เงินเดือนมากกว่าคนเลี้ยงลูกของเธอไม่เท่าไหร่ มาจากสองสาเหตุ คือสามีเธอเงินเดือนไม่มาก และคนเลี้ยงลูกเธอเงินเดือนสูงกระฉูด
เธอเป็นผู้หญิงทำงานเก่งมาก เลยตัดใจทิ้งงานมาเลี้ยงลูกไม่ได้ ทั้งที่ลูกของเธอยังเด็กมาก ประมาณหนึ่งขวบกับห้าขวบ อยู่ในวัยน่ารักที่ถ้าทิ้งไว้กับพี่เลี้ยงทั้งวันก็คงรักพี่เลี้ยงมากกว่าแม่อย่างช่วยไม่ได้
แม่ที่ดีต้องมีเวลาดูแลลูก เธอถูกสั่งสอนมาอย่างนี้ ดังนั้นถึงจะเพิ่งลงจากเครื่องตอนสามทุ่ม เธอก็ยังอุตส่าห์เข้าครัวเพื่อเตรียมพายไปงานโรงเรียนลูกสาว เปล่า ไม่ได้อบเอง แค่เอาไม้นวดแป้งมาคลึงๆบนหน้าพายที่ซื้อมาให้ดูไม่เนี้ยบ จะได้เหมือนทำเองด้วยรักจากแม่
พ่อแม่สามีไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่ดูแลลูกผัวซะบ้างเลย ในโต๊ะอาหารวันคริสต์มาส คุณพ่อสามีพูดขึ้นมาตอนดื่มอวยพร ว่าถ้าปีหน้าเคทไม่ต้องทำงานหนักอย่างนี้ก็คงดี นางเอกโมโหปรี๊ดขึ้นมาทันที หลุดปากออกมาว่า ก็ถ้าฉันไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกินล่ะคะ ก็ฉันเป็นคนหาเงินเข้าบ้านนี่
เงียบสนิทกันไปทั้งโต๊ะ ตอนหลังคุยกับสามี สามีบอกว่าพ่อคงรับไม่ได้ นางเอกเลยถามสามี ว่าแล้วคุณล่ะ รับได้หรือเปล่า
เจ็บแปล๊บขึ้นมาทันที ตอนสามีเธอบอกว่า ผมก็รับไม่ค่อยได้เหมือนกัน (รับไม่ได้ก็หาเงินเข้าบ้านให้มากกว่านางเอกสิโว้ย)
นึกถึงนางเอกที่เป็นคนอุ้มท้องคลอดลูก หาเงินเข้าบ้าน จ่ายค่าเลี้ยงเด็ก แต่สามีบอกว่ารับไม่ได้ที่ภรรยาหาเงินเข้าบ้านได้มากกว่า สถานการณ์เลวร้ายสำหรับผู้หญิงที่เก่งเกินไป ตอนหนึ่งในเรื่อง เลยมีผู้หญิงเก่งจากอเมริกาพูดว่า จะส่งลูกสาวไปฝึกเป็นเกอิชา ไม่มีอาชีพไหนจะเหมาะกับผู้หญิงมากไปกว่านั้นอีกแล้ว
เจ้านายนางเอกชื่อโรบิน เป็นผู้ชายที่ดูเหมือนพระเจ้า ถ้าพระเจ้ามีจริงก็คงหน้าตาแบบนี้ เป็นผู้ชายเก่งมาก รับมือได้กับทุกสถานการณ์ เป็นสุภาพบุรุษอังกฤษ แต่งงานกับผู้หญิงเก่งมากในกระทรวงต่างประเทศ พอมีลูกคนที่สองหรือสาม ภรรยาเจ้านายก็ลาออกมาเลี้ยงลูก สุดท้ายเป็นมะเร็งตาย
ลูกน้องของนางเอกเป็นสาวน้อยเพิ่งจบใหม่ ไม่เข้าใจว่าผู้หญิงเก่งคนหนึ่งยอมเสียสละชีวิตเพื่องานไร้ความหมายอย่างอยู่บ้านดูแลลูกผัวได้อย่างไร
เจ้านายแต่งงานใหม่ทันทีหลังจากนั้นไม่นาน ไม่ใช่อะไร ทนอยู่แบบไม่มีใครดูแลไม่ได้
"แต่ก่อนฉันเคยรู้สึกว่าโรบินเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งพึ่งพาได้ แต่มาตอนนี้ ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าราวกับเด็กชายตัวเล็กๆที่กำลังหลงทาง หาทางกลับบ้านไม่ถูก เด็กที่ขาดแม่เป็นฉันใด ผู้ชายที่ขาดแม่บ้านก็เป็นฉันนั้น พ่อม่ายเมียตายมักจะอาการสาหัสกว่าพ่อม่ายผัวตายมากมายนัก ขาดภรรยาก็เหมือนคนที่ไม่มีกระดูกสันหลัง พวกเขาไม่สามารถเดินอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ในโลกได้อีกต่อไป แค่จะเช็ดน้ำยาโกนหนวดออกจากหูตัวเองยังทำไม่ได้เลย นี่หรือเปล่าที่คือความลับของชีวิตที่ไม่มีใครเคยบอก"
อีกข้อนึงที่ชอบคือนางเอกมีรายละเอียดดี นางเอกเป็นผู้หญิงชอบรองเท้า บทสนทนาหนึ่งในร้านรองเท้าดังต่อไปนี้
" ฉันก็ชอบรองเท้าส้นสูงสีดำคู่นี้อยู่หรอกนะคะเคท แต่สงสัยว่าใส่แล้วคงเดินไม่ได้แน่ๆ"
"เดินได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญหรอกโมโม ที่สำคัญมันช่วยเพิ่มส่วนสูงให้เราต่างหาก แถมเวลาเข้าตาร้ายเข้าจริงๆ ก็เอารองเท้าพวกนี้แหละกระทืบคอหอยกาย ไอ้ผู้ช่วยตัวแสบให้แตกคาเท้าไปเลยได้อีก"
เขียนมาตั้งนานยังไม่มีตรงไหนบอกเลยว่าทำไมอ่านแล้วอยากมีลูก
คงเป็นเพราะว่า ถึงนางเอกจะเหนื่อยแทบขาดใจ ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ถูกลูกเมิน แต่ลูกก็ยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเธอ เป็นคนที่เธอรักที่สุด เธอยอมจ่ายเงินเดือนสูงลิบลิ่วให้คนเลี้ยงเด็ก ให้มาเป็นแม่ให้ลูกของเธอ จ้างให้มาทำเรื่องที่เธอเองอยากทำแต่ไม่มีเวลา จ้างให้มาหัวเราะกับลูก เป็นคนที่ลูกเธอรัก มันจะมีอะไร damning ไปกว่านี้อีกเล่า
"ลูกๆของเรานี่แหละ ที่เป็นอนุสรณ์ว่าเราเคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ลูกๆนี่แหละที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่เราตายไปแล้ว พวกแกเป็นสิ่งที่ดีและยากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉัน หากชีวิตคือปริศนา ลูกๆก็คือคำตอบ ฉันหมายความว่าถ้าคำตอบของชีวิตมีจริง ก็ต้องเป็นลูกๆของเรานี่แหละ ไม่ใช่อะไรอย่างอื่นทั้งนั้น"
ธีมของเรื่องคือผู้หญิงทำงานเก่งที่มีลูก เลือกได้แค่อย่างเดียว ทำงาน หรือเลี้ยงลูก เพราะงานไม่ได้ว่างพอที่จะกลับบ้านห้าโมงมาเลี้ยงลูกได้
จะเลือกอะไร ต้องเลือกอะไรถึงจะถูก ถ้าออกจากงานมาเลี้ยงลูก แล้วชีวิต แล้วเป้าหมายความสำเร็จในอาชีพล่ะจะเอาไปไว้ที่ไหน
ถ้าเลือกงาน แล้วลูกก็ต้องโตมาโดยไม่มีแม่เลี้ยงดูอย่างนั้นหรือ ที่แย่ไปกว่านั้นอีก ก็คือลูกจะโตขึ้นมาโดยที่แม่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยง แล้วจะไม่เสียใจภายหลังหรือ damned if you don't. damned if you do. เลือกอะไรก็ผิดทั้งนั้น
นางเอกเป็นผู้จัดการกองทุนแม่ลูกสอง ใครๆเลยมักจะพูดว่าไม่รู้เธอทำได้ยังไง ทั้งเป็นแม่ ทั้งทำงานหนัก มีแต่จิลล์ ภรรยาของโรบิน เจ้านายเธอเท่านั้นที่ไม่เคยพูด
"ไม่ต้องถาม จิลล์ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณทำมันได้ยังไง ไม่ต้องถาม จิลล์ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณต้องสูญเสียอะไรไปมากมายเพียงไร"
อาจจะดูแปลกๆที่อ่านหนังสือที่แม่ต้องลำบากขนาดนี้แล้วอยากมีลูก ก็เพราะว่านางเอกต้องลำบากมากแต่ก็ไม่นึกเสียใจที่มีลูกน่ะสิ ที่ทำให้ฉันเข้าใจ ว่าการมีลูกเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดไหน เป็นผู้หญิงไม่เก่ง ก็อาจจะอดตายถ้าได้สามีโง่ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเก่งก็ไม่ใช่จะสบาย ทำงานหาเงินเข้าบ้านยังไม่พอ สังคมยังคาดหวังให้เป็นคุณแม่ดูแลลูกอีกด้วย
แต่ถ้าเป็นฉันตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรต้องเกรง สามีจะฉลาดหรือจะโง่ก็หาไม่ได้ทั้งนั้น
วันก่อนคุยกับอาจารย์เลยได้รู้ว่าผู้ชายก็มีความลำบากของผู้ชาย ผู้หญิงที่มีลูกแล้วทำงานต่อลำบาก ผู้ชายที่มีลูกแล้วอยากออกจากงานไปเลี้ยงลูกก็ลำบากเหมือนกัน
(แต่เนื่องจากฉันไม่ใช่ผู้ชาย เลยปักใจเชื่อว่าผู้ชายลำบากยังไงก็ไม่เท่าผู้หญิงลำบาก อย่างเมื่อเร็วๆนี้ก็ได้อีเมลเตือนภัยผู้หญิงที่ใช้บริการแท็กซี แค่นี้ผู้หญิงก็ลำบากกว่าแล้ว ก็ผู้ชายนั่งแท็กซีแล้วต้องกลัวถูกฉุดหรือเปล่าล่ะ)
ไว้ไปหามาให้คุณหนูน้องอ่านก่อน เผื่อจะช่วยให้เธออยากมีลูกขึ้นมาบ้าง