เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก

posted on 01 Nov 2007 06:29 by chocolatencashmere  in Books

Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne  โดย Ben Hills

อยากอ่านเรื่องซุบซิบ เลยหยิบเล่มนี้มาอ่าน โดยส่วนตัวค่อนข้างปลื้มเจ้าหญิงมาซาโกะ เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าเธองาม

คนเขียนเป็นคนออสเตรเลียที่มีภรรยาเป็นคนญี่ปุ่น อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้อ่านไปแล้วไม่เจออะไรประหลาดๆน่าเกลียดที่เกิดจากคนเขียนฝรั่งไม่เข้าใจเอเชีย

เป็นเรื่องซุบซิบที่ไม่มีอะไรมาก ไม่มีอะไร scandalous มากมาย ที่พอจะเป็นเรื่องซุบซิบปิดกันให้แซ่ดหน่อย ก็มีที่ว่าเจ้าหญิงมาซาโกะ และก็จักรพรรดินีมิชิโกะ suffer จาก Depression แล้วก็เจ้าหญิงอายโกะอาจจะเกิดจาก IVF เป็นเด็กหลอดแก้ว

อ่านแล้วก็เห็นด้วยกับคนเขียน ว่าเจ้าหญิงมาซาโกะมีกรรมไม่น้อย จบฮาร์วาร์ด (อาจารย์ที่ปรึกษาคือเจฟฟรีย์ แซคส์) คุณพ่อเป็นฑูต ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาที่ศาลโลก กรุงเฮก แบคกราวนด์ดีขนาดนี้ แต่ก็ยังดีไม่พอสำหรับสำนักราชวังญี่ปุ่น ที่จริงควรจะพูดว่าไม่ใช่แบคกราวนด์ที่เหมาะกับการเป็นเจ้าหญิงญี่ปุ่น

จบจากฮาร์วาร์ดแล้วกลับมาเรียนต่อที่โตได ยังไม่จบก็สอบเข้ากระทรวงต่างประเทศได้ พบเจ้าชายที่งานเลี้ยงต้อนรับเจ้าหญิงสเปน เจ้าชายปิ๊งทันที แต่คุณพ่ออยากให้เป็นฑูตมากกว่าเป็นเจ้าหญิง ข่าวว่าเจ้าหญิงเชื่อฟังคุณพ่อเป็นที่ยิ่ง ไม่ผ่านคุณพ่อก็ไม่ต้องพูดกัน พอดีได้ทุนไปเรียน Oxford เลยได้โอกาสหยุดการติดต่อกับเจ้าชายไปด้วย เรียนอยู่สองปีแต่ไม่จบ เหตุผลไม่เป็นที่ยืนยัน บางคนว่าเพราะหัวข้อวิทยานิพนธ์เธอล่อแหลมเกินไป ไม่เหมาะกับราชวงศ์ อ่านแล้วก็งง ก็ตอนนั้นเธอไม่ได้อยากเป็นเจ้าหญิง แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกับเจ้าชาย เธอจะเขียนอะไรมันเรื่องอะไรของใคร

เจ้าชายไม่ยอมแต่งงานสักที ประมาณว่าถ้าไม่ได้คนนี้ก็ไม่แต่ง ข่าวว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่เริ่มทนไม่ได้ที่ลูกไม่ยอมแต่งงานสืบราชวงศ์ เลยส่งคนไปกล่อมพ่อฝ่ายหญิงให้ยอมรับเจ้าชาย อารมณ์ว่าคุณจะแบกความรับผิดชอบที่ทำให้ราชวงศ์สูญสิ้นไหวหรือเปล่า คุณพ่อเห็นแก่ประเทศชาติ เลยบอกลูกสาวว่าตามใจลูก จีบกันได้ไม่นาน เจ้าชายขอแต่งงานไปสามครั้ง ครั้งที่ได้ผลข่าวบอกว่าเจ้าชายสัญญาว่าเป็นเจ้าหญิงก็คือเป็นฑูตนั่นแหละ ได้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเหมือนกัน

หนังสือเล่มนี้เขียนได้ประหลาดพอควร อาจจะเป็นเพราะแหล่งข่าวเชื่อถือได้มีน้อย แหล่งที่เชื่อไม่ได้และข่าวลือไม่มีมูลที่คนเขียนก็ไม่ได้เชื่อ(เช่น เจ้าหญิงมาซาโกะไม่ได้ท้อง แค่เอาผ้าพันท้องไว้เก้าเดือน พอถึงเวลาก็แกล้งทำเป็นคลอดเจ้าหญิงอายโกะ) ก็ถูกรวมอยู่ในหนังสือด้วย

หลังคลอดประมาณปีสองปี สำนักราชวังออกข่าวว่าเจ้าหญิงเป็นโรคปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ คุณคนเขียนเอาอาการที่รายงาน(จากข่าวเป็นส่วนน้อย จากหนังสือซุบซิบในญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่) ไปปรึกษาจิตแพทย์ ได้ข้อสรุปมาว่าเจ้าหญิงเป็น Depression ต่างหาก (หนังสือพิมพ์เยอรมันเคยลงข่าวว่าเจ้าหญิงพยายามฆ่าตัวตาย ไม่รู้รู้ได้ยังไง)

เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเจ้าหญิงช่างมีกรรม หลังจากแถลงข่าวงานหมั้น ที่เจ้าหญิงพูดยาวกว่าเจ้าชายไปเก้านาที มีข้อติติงว่าเป็นเจ้าหญิงห้ามพูดมากกว่าสามี เจ้าหญิงไม่ได้พูดกับสาธารณชนอีกเลยเป็นเวลาสามปี ข่าวว่าถูกสำนักราชวังบังคับควบคุมสุดยอด หลังเจ้าหญิงคลอดไม่ถึงปี หัวหน้าสำนักราชวังออกมาให้ข่าวว่าเจ้าหญิงควรจะมีลูกชาย ต่อมาไม่นานเจ้าชายออกมาประนามสำนักราชวังว่ากดดันเจ้าหญิงจนทำให้เธอไม่สบายทั้งกายใจ ออกข่าวกันไปมา ในที่สุดเจ้าชายต้องออกมาขอโทษ

คุณคนเขียนสรุปว่าจากอาการ Depression ของเจ้าหญิง คุณหมอหลายท่านให้ความเห็นมาว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้ถ้ายังอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ พูดง่ายๆ ถ้ายังเป็นเจ้าหญิงอยู่ก็คงต้องทรมานไปเรื่อยๆ

 

Lady in Blue โดย Javier Sierra 

รู้สึกว่าหลังจากดาวินชีโค้ดออกมา ก็มีนิยายที่มีพล็อตเกี่ยวพันกับศาสนาออกมาเยอะมาก เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยความที่ฉันหัวโบราณ เลยไม่ค่อยได้อ่าน ไม่ได้เคร่งศาสนา แต่ก็สะดุ้งบ้างเวลาที่เรื่องที่เป็นหัวข้อวิจารณ์ ไม่ใช่กระพี้ แต่เป็นแก่น

เล่มนี้อ่านครึ่งแรกนึกว่าเป็นหนังสือโปรศาสนา ประมาณหนังเมล กิบสัน อ่านครึ่งหลังเริ่มกังวล ว่านรกจะรับประทานศีรษะหรือไม่ เล่นของสูงมากเลยนะนั่น

ไอเดียน่าสนใจดี ว่าเพลงที่ร้องในโบสถ์สมัยโบราณ ถูกออกแบบมาให้เหนี่ยวนำ"ศรัทธา" คลื่นสมองอยู่ในภาวะเหนือธรรมชาติ แต่ขนาดที่ว่าส่งคนเดินทางข้ามเวลาข้ามสถานที่ได้เลยนี่ก็เกินจริงไปไม่น้อย

ชอบ Davinci Code กับ Angels and Demons เพราะไม่ได้พยายามอธิบายพล็อตด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ ความเห็นส่วนตัว ไม่มีอะไรจะแย่กว่านิยายวิทยาศาสตร์วิจารณ์ศาสนาที่ใช้ผีสางเทวดาเป็นตัวละครอีกแล้ว จะเอาอะไรช่วยเอาสักอย่าง จะวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ก็ว่ากันไป

เรื่องนี้นี่ก็กึ่งๆ ตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์มีบทบาทไม่น้อย อ่านไปแล้วก็อดคิดไม่ได้ ว่าคนเขียนหาทางออกเอาง่ายๆอย่างนี้เลยนะ

My French Whore โดย Gene Wilder  เป็นหนังสือเล่มเล็กนิดเดียว สนุกดีทีเดียว สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกี่ยวกับพลทหารอเมริกันคนหนึ่งที่ถูกจับเป็นเชลยฝ่ายเยอรมัน บังเอิญว่าพ่อแม่มาจากเยอรมัน พูดภาษาเยอรมันได้ เลยบอกฝ่ายเยอรมันไปว่าตัวเองเป็นสปายต่างหากล่ะ แถมมียศเป็นถึงนายพัน เจ้านายพวกแกอยู่ไหนไปเรียกมา  เปรี้ยวดีไหมล่ะ

ในบรรดาของที่เอามาเลี้ยงต้อนรับท่านนายพันสปาย ก็มีสาวฝรั่งเศสคนหนึ่งด้วย ก็เกิดเรื่องรักกลางควันปืนขึ้นมา

สนุกดีนะ อ่านง่ายมากเลย ภาษาซื่อ

If Today Be Sweet โดย Thrity Umrigar

เรื่องของผู้หญิงอินเดียทีมาเยี่ยมลูกชายที่อเมริกา มีเรื่องกลุ้มใจเพียบ สามีเพิ่งตาย ลูกสะใภ้เป็นอเมริกัน คนข้างบ้านกระแดะเหยียดผิวทั้งที่ตัวเองเป็น white trash

ก็ตามแบบหลายๆเรื่อง ตัวเอกไม่เข้าใจว่าลูกชายตัวเองอยู่ในสังคมอเมริกาได้ยังไง สังคมตายด้าน ไม่มีชีวิต ทาสวัตถุ และอื่นๆ ใส่ข้อเสียเข้าไปได้ตามใจชอบ

ชอบเรื่องนี้นะ ตัวเอกดูมีตัวตนสัมผัสได้มากเลย ตัวละครเด็กๆก็น่ารัก เด็กข้างบ้านสองคนที่แม่เลี้ยงทิ้งเลี้ยงขว้างนี่ออกมาทีไรอ่านไปน้ำตาซึมทุกที เด็กๆยังไงก็ sweet ตอนที่น้องคนเล็กบอกว่าหิวนี่ heartbreaking มาก อ่านแล้วอยากจะลุกขึ้นไปจัดทริปไปบ้านเด็กกำพร้า ประมาณนั้น

ก็เป็นเรื่องที่เขียนดี เขียนชัดเจนดี อธิบายไม่ค่อยถูก แต่รู้สึกเหมือนกับว่าคนเขียนคงเป็นผู้หญิงประเภท no-nonsense ถ้าเดาเอาจากภาษาที่เธอเขียนน่ะนะ

อ่านแล้วคิดถึงแม่ค่ะ คิดถึงพ่อด้วย

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เปิดโลกกว้างดีมากเลยค่ะ อยากมีเวลาอ่านนู่นอานนี่เยอะๆเหมือนกัน

#1 By TheDoctorWearsPrada on 2007-11-07 18:30