The Gravedigger's Daughter
posted on 11 Nov 2007 19:07 by chocolatencashmere in Booksช่วงนี้อ่านหนังสือเยอะมาก เพราะเป็นช่วงหลงทาง เลยอ่านหนังสือแก้ว่าง ไม่ให้ประสาทกินหรือเส้นเลือดในสมองแตกตายไปก่อนวัยอันควร (อย่างหลังนี่เริ่มกลัวขึ้นมาจริงจัง หลังนึกได้ว่าญาติสนิทคนหนึ่งเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาตไปตั้งแต่ยังอายุไม่มาก)
เพิ่งอ่านจบไปอีกเรื่อง The Gravedigger's Daughter โดย Joyce Carol Oates ซึ่งเหมือนจะเป็นนักเขียนดังมากคนหนึ่ง แต่เพิ่งจะอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เรื่องนี้เป็นเรื่องล่าสุด ไม่ใช่เรื่องดังที่สุดของคนเขียนคนนี้
อยากบอกว่าถ้าเริ่มมาแล้วไม่ค่อยชอบ อาจจะเปลี่ยนใจมาชอบมากได้หลังอ่านไปแล้วครึ่งเล่ม เรื่องเปิดมามืดมนมาก แล้วสไตล์การเขียนก็เป็นแบบ broken sentence ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่าทำให้หนังสือมืดมนมากขึ้น เหมือนความรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินของนางเอก จะส่งผ่านมาได้มากขึ้นทาง broken sentence Somehow the style makes the story read more jarring, more discordant.
นางเอกมีพ่อแม่เป็นคนเยอรมัน ที่อพยพหนีฮิตเลอร์มาอเมริกาช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง พ่อแม่เป็นชนชั้นกลางมาก่อน แต่พอมาถึงอเมริกา พ่อได้งานเป็นคนดูแลสุสาน ชีวิตลำบากยากเข็ญ
เพื่อปรับตัวให้เข้ากับอเมริกา พ่อสั่งห้ามทุกคนในบ้านพูดภาษาเยอรมัน ลูกๆยังเด็กอยู่ เลยพอปรับตัวได้ แต่แม่ซึ่งคลอดนางเอกบนเรือโดยมีพ่อเป็นคนทำคลอด เริ่ม broken กว่าที่จะปรับตัวได้แล้ว ถูกห้ามพูดภาษาเยอรมัน ก็เหมือนถูกห้ามไม่ให้พูดเรื่องที่อยากพูดจริงๆออกมา
ชีวิตลำเค็ญแค่นี้ยังไม่พอ ยังถูกชาวบ้านกลั่นแกล้ง ยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยิ่งลำบาก มีคนมาเพนท์สวัสติกะหน้าบ้าน
The childhood part is so ugly. You want to hate someone. But there is no place for righteous anger. Sure, the mother is too weak. The father is needlessly cruel. The brothers can be more considerate. But after all is said and done, how can you blame them?
ต่อจากนี้สปอยล์แล้วนะคะ
แล้วเรื่องก็เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ พี่ชายออกจากบ้านไปทีละคน พ่อนางเอกสติหลุด ยิงคนมาเยี่ยมสุสานที่บ่นเรื่องสภาพหลุมศพ กลับเข้าบ้านมายิงแม่ จะยิงนางเอกที่เข้ามาเห็นพอดีด้วย แต่นึกได้ว่านางเอกเกิดที่อเมริกา เป็น one of them คงไม่เลวร้ายมากนัก เลยปล่อยให้นางเอกรอด แล้วก็ยิงตัวตายนางเอกกลายเป็นกำพร้า
เริ่มออกมาหาเลี้ยงตัวเอง นางเอกทำงานเป็นเมดที่โรงแรม ได้เจอตัวแทนจำหน่ายเบียร์ เข้ามาช่วยนางเอกไว้จากการถูกลูกค้าข่มขืน ที่สุดก็แต่งงานกัน
You don't say no to this man. เป็นความเห็นของนางเอกต่อผู้ชายคนนี้ ผู้ชายขี้หึงมาก ไม่ยอมให้นางเอกพูดกับผู้ชายอื่น และก็ไม่ยอมให้พูดกับผู้หญิงอื่นอย่างสนิทสนมด้วยเช่นกัน วันหนึ่งผู้ชายกลับเข้ามาในโรงแรมที่พัก เห็นนางเอกคุยกับเมดแถมช่วยเปลี่ยนผ้าปูเตียง(หลังนางเอกแต่งงานแล้วก็เลิกทำงาน) ก็ตบตีนางเอกซึ่งกำลังท้องอยู่ จนแท้ง
And then he said the most chilling words in this book,
"The next one. You can keep."
อ่านแล้วน้ำตาหยดแหมะๆโดยไม่ได้ตั้งตัว ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะมีเรื่องให้ตกใจขนาดนี้
ชีวิตยังคงรันทดต่อไป นางเอกมีลูกชายคนหนึ่งกับผู้ชายคนนี้ แล้วก็ต้องอุ้มลูกหนี เพราะผู้ชายเริ่มตบตีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เร่ร่อนไปมาก็ได้เจอนักเปียโนสมัครเล่นคนหนึ่ง ซึ่งสนิทกันได้เพราะนางเอกอยากให้ลูกชายเรียนเปียโน ลูกชายมีพรสวรรค์มาก ฟังปั๊บเล่นได้เลย ผู้ชายคนใหม่ช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นอันดี ในที่สุดลูกชายก็ได้เป็น concert pianist คติประจำใจของนางเอกหลังหนีผู้ชายคนเก่ามาคือ I must make them love me. So they will not hurt me.
ส่วนที่สามในหนังสือ ส่วนที่พูดถึงเปียโนของลูกชายเป็นส่วนที่อ่านแล้วหายใจไม่ออกกันเลยทีเดียว ตอนที่ลูกชายเริ่มแสดงต่อหน้าผู้คน ลูกชายพูดถึง nocturne ของ Chopin ซึ่งเป็นเพลงที่อาจารย์สั่งให้เล่นว่า ไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นเพลงที่ช้าไป nothing to hide behind อาจารย์สอนเปียโนสมัยฉันอยู่ญี่ปุ่นเคยพูดอะไรคล้ายๆอย่างนี้ อ่านแล้วเลยรู้สึกเศร้าขึ้นมา กับตัวตนที่ซ่อนอยู่หลังดนตรี
ไคลแมกซ์ของตอนที่สาม คือตอนที่ลูกชายไปประกวด โดยเพลง Appassionata ไม่สามารถบรรยายได้ นอกจากว่าเป็นตอนที่ intense ที่สุดในเรื่องนี้แล้ว The narration follows the sonata. And I almost hear the fury poured into the performance. And then follows the question: Is it all redeemed now? これで、全て報われたんでしょうか
สรุปแล้วนางเอกก็ได้แต่งงานกับผู้ชายรวย ที่รักนางเอกเท่าที่คนเราจะรักกันได้ในความเป็นจริง แถมยังรักลูกชายนางเอกราวลูกในไส้ ลูกชายนางเอกก็ประสบความสำเร็จ ที่ตามมาก็ยังคงเป็นคำถามเดิม ชดเชยกันได้หรือเปล่า พอจะชดใช้ได้บ้างไหม
ตอนสุดท้ายเป็นจดหมายที่นางเอกเขียนตอบโต้กับลูกพี่ลูกน้อง ลูกพี่ลูกน้องพูดว่า fact needs explanation, to become truth
ถ้าดูแค่ fact ชีวิตนางเอกนี่ก็เป็น American Dream ได้เลยนะ จากลูกสาวคนดูแลสุสาน เรียนไม่จบไฮสคูล มีสามี abusive ที่สุดแล้วสามารถเลี้ยงลูกชายให้เป็น concert pianist ได้
But is that fact the truth? Is her life a good life?