ถ้าเกิดเป็นโคอาลา... The Omnivore's Dilemma

posted on 27 Dec 2007 18:39 by chocolatencashmere  in Books

เพิ่งอ่าน The Omnivore's Dilemma โดย Michael Pollan จบไปเร็วๆนี้ ด้วยความที่ชื่อเรื่องน่าสนใจมาก เลยมักจะมีคนถามเวลาหยิบติดมือไปไหนด้วย ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร โชคดีที่คำถามนี้คนเขียนได้ตอบไว้สั้นๆแล้วในบทนำ ฉันก็เลยตอบไปตามคนเขียน ว่าถ้าเกิดมาเป็นโคอาลา ก็ไม่ต้องคิดใช่ไหมล่ะ ว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ถ้าเจอยูคาลิปตัส ก็นั่นแหละอาหาร ก็เลยไม่ต้องมีปัญหาของ omnivore ซึ่งมีของให้เลือกกินได้เยอะเหลือเกิน

ในยุคที่มีงานวิจัยใหม่ๆออกมาทุกวัน ว่าอะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน ปัญหาว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี เป็นปัญหาใหญ่พอดูทีเดียว ยุคที่ไม่รู้ว่า fat หรือ carb กันแน่ที่กินแล้วอ้วน ยุคที่มาการีน ซึ่งเคยโฆษณาว่าดีต่อสุขภาพมากกว่าเนย เพราะไม่มีโคเลสเตอรอล กลายเป็นของต้องห้ามเพราะเป็น trans fat ซึ่งประกอบด้วยอะไรบ้างไม่รู้แน่ รู้แค่ว่าเป็นของที่รัฐบาลอเมริกาออกมาประกาศว่าเป็นภัยต่อสุขภาพเป็นที่ยิ่งขนาดบางเมืองห้ามมีผสมในอาหารสำเร็จรูป

โดยส่วนตัวเป็นคนเรื่องมากเรื่องกินพอสมควร ทั้งเรื่องรสชาติ และเรื่องแคลอรี และบางทีก็ยังแถมเรื่องอะไรกินแล้วสวยไม่สวยอีกด้วย เช่นคุณหมอบางคนบอกว่ามะเขือเทศกินแล้วผิวสวย และของเค็มนี่ห้ามเป็นอันขาดเพราะกินแล้วบวม ฉันก็เชื่อตามนั้นอย่างจริงจัง กินมะเขือเทศแทนข้าวไปเลยวันละมื้อ จะทำให้ง่ายขึ้นโดยดื่มน้ำมะเขือเทศแทนก็ไม่ได้ เพราะในน้ำมะเขือเทศมีเกลือเยอะมาก เดี๋ยวจะบวม เรื่องกินเพื่อสุขภาพนี่ก็ไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ ทุกวันนี้ใช้อิควลแทนน้ำตาลในน้ำชาที่ดื่มวันละอย่างน้อยสามถ้วย คุณหนูน้องถามว่าแล้วอิควลไม่มีผลข้างเคียงหรือ ตอบไปอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า ไม่รู้เหมือนกันว่ามีผลข้างเคียงหรือเปล่า แต่ตายเร็วหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ขอให้ตอนตายยังสวยอยู่ก็แล้วกัน

ด้วยความที่เรื่องมากเรื่องกินขนาดนี้ หนังสือเล่มนี้เลยเป็นหนังสือที่เห็นแล้วก็หยิบมาทันที แม้เมื่อตอนอ่านไปแล้วจะพบว่าไม่ค่อยเหมือนกับเรื่องที่คาดไว้นัก ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากอยู่ดี

หนังสือเริ่มต้นด้วยบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเหลือเกินของข้าวโพด คนเราไม่ได้กินข้าวโพดแบบเป็นฝัก หรือว่าแป้งข้าวโพดมากขึ้นหรอก เพียงแต่ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบที่ถูกเหลือเกิน และมีล้นตลาดในอเมริกา จนรัฐบาลสนับสนุนการวิจัยแปรรูปข้าวโพดอย่างมาก จนทุกวันนี้โคล่าในอเมริกาก็คือข้าวโพดดีๆนี่เอง ด้วยความที่ส่วนผสมหลักคือน้ำเชื่อมจากข้าวโพด นอกจากนี้ข้าวโพดยังเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารหมู วัว ไก่ โดยเฉพาะไก่นี่เป็นข้าวโพดครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว คือข้าวโพดสองปอนด์จะกลายมาเป็นเนื่อไก่ได้หนึ่งปอนด์ นอกจากนี้ข้าวโพดก็ยังเป็นวัตถุดิบของส่วนประกอบย่อยๆ เช่น ascorbic acid ซึ่งมักจะมีอยู่ในขนม อาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมอุ่นไมโครเวฟ เพื่อให้เห็นภาพชัด คุณคนเขียนเลยนำอาหารจากแมคโดนัลด์ไปเข้าแล็บวิเคราะห์ ผลปรากฏว่าอาหารมื้อหนึ่งๆจากแมคโดนัลด์นั้น สามารถประกอบด้วยอะตอมจากข้าวโพดสูงถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

แล้วไงต่อล่ะ แล้วข้าวโพดผิดตรงไหน เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ก็เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์สิ

ข้าวโพดน่ะไม่ผิดหรอก ที่ผิดคงเป็นคน ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูก ทั้งที่ต้องการปุ๋ยราคาแพง ก็เพราะรัฐบาลให้เงินสนับสนุนเกษตรกรข้าวโพด ราคาขายของข้าวโพดนั้นเป็นราคาต่ำกว่าต้นทุน และถึงแม้จะบวกเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเข้าไปแล้ว นั่นก็ยังไม่ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดอยู่ดี เพราะปุ๋ยเคมีและการปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียวอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้นทำลายระบบนิเวศน์อย่างรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับให้วัวกินอาหารสัตว์ที่ทำจากข้าวโพดนั้น เป็นเรื่องอันตรายต่อสุขภาพของคนมากกว่าที่คิด ด้วยความที่วัวเป็นสัตว์กินหญ้า กระเพาะของวัวมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยหญ้า และมีสภาพเป็นกลาง เชื้อโรคต่างๆในกระเพาะวัวเลยตายในกระเพาะคน ซึ่งมีความเป็นกรดสูง การบังคับให้วัวกินอาหารสัตว์ เท่ากับบังคับให้วัวผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ผลข้างเคียงคือเชื้อโรคจากวัวส่งผ่านถึงคน

ถ้าแค่นี้ยังน่ากลัวไม่พอ หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงสภาพของสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม อ่านแล้วแทบจะเลิกกินเนื้อไปเลยทีเดียว หรือไม่ก็กินแต่ที่ organic

อ่านต่อไปเพิ่งได้รู้ว่า สินค้า organic ที่เขียนว่า USDA certfied ที่ขายกันแพงพอดูใน Whole Foods นั้น บางทีก็ต่างจากสินค้าที่ไม่ organic แค่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและยาปฏิชีวนะเท่านั้น ความสกปรกและสภาพของสัตว์ในฟาร์มไม่ต่างกัน

ส่วนต่อไปของหนังสือเล่าถึงการเกษตรแบบ organic ที่ทำอะไรมากกว่าแค่ไม่ใช้สารเคมี เน้น จากดินสู่ดิน ปลูกหญ้าเป็นงานหลัก เลี้ยงวัวด้วยหญ้า และก็ยังเลี้ยงไก่ หมู กระต่าย เพื่อช่วยรักษาสมดุลของดิน อ่านแล้วเพิ่งเข้าใจ ว่าที่ลาออกจากงานไปทำนานั้นก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน นี่ถ้าที่บ้านมีนา อ่านจบคงกลับไปทำแล้ว

ส่วนนี้มี quote  น่าสนใจหลายแห่ง เช่นจาก  Sir Albert Howard บิดาแห่ง organic food

"Artificial manures lead inevitably to artificial nutrition, artificial food, artificial animals and finally to artificial men and women."

คำพูดข้างบนเป็นความพยายามต่อต้านการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลัง Baron Justus von Liebig พบว่า N-P-K ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม เป็นสารอาหารหลักของพืช ขอขยายต่อสักนิด ว่าถึงแม้ N-P-K จะเป็นสารอาหารหลัก แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่พืชต้องการ มีผลการวิจัยว่าพืช organic มีสารอาหารมากกว่า และอร่อยกว่าพืชที่ไม่ใช่

 "A charge often leveled against organic agriculture is that is is more philosophy than science." คนเขียนขยายความต่อว่าเขาไม่เข้าใจว่าเป็น philosophy มากกว่า science แล้วมันผิดตรงไหน

ในเมื่อ "The problem is that once science has reduced a complex phenomenon to a couple of variables, however important they may be, the natural tendency is to overlook everything else, to assume that what you can measure is all there is, or at least all that really matters. ...[W]e mistake what we can know for all there is to know..." อ่านตรงนี้แล้วหยุดไปนั่งคิดนานเหมือนกัน ด้วยความที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา และงานหลักก็คือการหา model เพื่ออธิบายทุกสิ่ง โมเดลนั้นจะว่าไปแล้วก็คือการพยายามอธิบายอะไรสักอย่างด้วยตัวแปร ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ส่วนใหญ่ตัวแปรก็มักจะไม่เกินสิบตัว และปัดเอาสิ่งที่อธิบายไม่ได้ไปเรียกรวมกันว่า residual ถ้าคิดดูให้ดีแล้ว ก็เป็นเรื่องง่ายจริงๆนั่นแหละ ที่จะคิดไปว่าเรื่องที่เรารู้คือทั้งหมดที่มีให้รู้ ([W]e mistake what we can know for all there is to know) หรือไม่ก็ปัดเรื่องที่ไม่รู้ไปเป็น "residual" เรื่องที่ไม่มีคุณค่าความหมายอะไร

และก็ยังมี quote จาก Wendell Berry ว่าด้วย "sentimental economics" ทำนองว่าไม่ใช่เกษตร organic หรอกที่เพ้อฝัน เศรษฐศาสตร์ต่างหากล่ะ ที่ไม่อยู่บนหลักฐานของความเป็นจริง "since the promise of global capitalism, much like the promise of communism before it, ultimately demands an act of faith: that if we permit the destruction of certain things we value here and now we will acheive a greater happiness and prosperity at some unspecified future time."

หนังสือจบด้วยการเล่าถึงความพยายามของผู้เขียนที่จะทำอาหารที่วัตถุดิบทั้งหมดมาจากมือของตัวเอง คือล่าหมูป่าเอง ปลูกผักเอง เก็บผลไม้และเห็ดเอง เพื่อที่จะหา the true cost of food หรือ the karmic price เลยนึกถึงคำถามนึง ใครถามไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ว่าถ้าต้องฆ่าเอง จะกล้ากินหรือเปล่า

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ธาตุที่ไม่มีในปุ๋ยปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ เขาก็คงจัดเป็นค่าคลาดเคลื่อนที่ละเว้นได้มั้งครับ

เพราะโมเดลแบบนี้ ก็ทำให้พืชโตได้ พอให้มนุษย์เหลือกินเหลือใช้ (อย่างน้อยก็ในประเทศร่ำรวย)

เพราะฉะนั้น ความต่างของการเกษตรเชิงอนินทรีย์ กับเชิงอินทรีย์ (ที่ตั้งใจเน้น) ก็คงเป็น "ความเชื่อ" ในเรื่องความสำคัญของความผิดพลาดที่มีในโมเดลการปลูกพืชมากกว่า

ฝ่ายแรกเชื่อในความสามารถของมนุษย์ ฝ่ายหลังเชื่อว่าเราถอดโมเดลความเป็นเนื้อเดียวกันของธรรมชาติไม่ได้

ถ้ามองเป็นเรื่องของค่าคลาดเคลื่อนที่ทบมาเรื่อยๆ ตามห่วงโซ่อาหาร ก็คงต้องเปลี่ยนวลีนี้เป็น

"Flawed manures lead inevitably to flawed nutrition, flawed food, flawed animals and finally to flawed men and women."

หรือจะ imbalance, improper, ฯลฯ ก็ได้

...

แต่นั่นมันก็เรื่องหนักหัวของผู้มีอันจะกิน

กลับมามองโลกความเป็นจริง เราก็ยังต้องการปุ๋ยที่สร้างได้ง่ายๆ เร็วๆ เยอะๆ (ระเบิดภูเขามาก็ได้แล้ว) เพื่อมาปลูกพืชให้ได้ง่ายๆ เร็วๆ เยอะๆ เพื่อผลิดอาหารให้ได้ง่ายๆ เร็วๆ เยอะๆ อยู่ดี

ไม่ใช่เพราะมักง่าย แต่เพราะว่ายังมีอีกหลายร้อยล้านปาก ที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอ

เด็กผอมแห้งในอัฟริกาเหนือ คงไม่สนใจมั้งครับ ว่าในอาหารที่เขาได้รับแจก มีข้าวโพดอยู่กี่เปอร์เซ็นต์

ขอจบคอมเมนท์ด้วยความหดหู่
surprised smile

#1 By PastelSalad on 2008-01-26 17:39