ถ้าคำถามนี้มีคำตอบ
posted on 07 Feb 2008 01:27 by chocolatencashmere in Booksตั้งแต่กลับมาอยู่คนเดียวก็กินมังสวิรัติโดยไม่ตั้งใจเข้าไปอาทิตย์นิดๆแล้ว ไม่ได้มีเนื้อสัตว์ล่วงผ่านลำคอไปเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ได้เกิดใจบุญขึ้นมาหรอกนะ แต่กินเค้ก ไอติม ขนมปัง เนย ง่ายกว่ากินข้าว
กินนม เนย ไข่ ยังเรียกว่ากินมังสวิรัติอยู่ไหม
ไม่ทราบเป็นเพราะผลบุญที่ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตผู้ใดหรือไม่ เมื่อเช้าส่องกระจกแล้วผิวส่องประกายเรืองรอง ผิวที่ยังไม่ได้แต่งนี่แหละ หรือจะเป็นผลบุญของคอลลาเจนอัดเม็ดที่กินเสริมอยู่ หรือจะเป็นคำอวยพรจาก Erno Laszlo
ถ้าอยากทราบว่า Erno Laszlo คือผู้ใดโปรดติดตามตอนต่อไป พรุ่งนี้จะไป Institute ของชายผู้นี้ ชายที่พูดว่า Beauty is not Vanity. ตื่นเต้นเหมือนเด็กๆจะได้ไปดิสนีย์แลนด์ รู้สึกเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเหล่าสาวกลัทธิต่างๆขึ้นมานิดๆ
อยากพูดถึงหนังสือที่อ่านจบไปเร็วๆนี้สักหน่อย มีทั้งเล่มที่รักมาก ที่อ่านเพราะเขาว่ากันว่าดี ที่อ่านไปไม่เสียดาย และก็ที่อ่านจบแล้วอยากโยนทิ้งไปซะ
เริ่มด้วยเล่มที่อ่านจบแล้วอยากโยนทิ้งไปซะก่อนก็แล้วกัน ซื้อมาอ่านบนเครื่องบินขากลับ Givenchy Code ด้วยความที่นางเอกซึ่งเรียนปริญญาโทด้านรหัสลับในประวัติศาสตร์ฉลาดเข้าตาผู้ชายโรคจิตคนหนึ่ง เลยถูกจับมาเล่นเกมส์ ประเภทแพ้ตาย ถ้าชนะได้เงินยี่สิบล้านดอลลาร์ โดยไม่ได้ถามความสมัครใจของนางเอกแต่อย่างใด นางเอกไม่ได้เล่นคนเดียว มีผู้ช่วยให้ด้วย เป็นผู้ชายที่เป็นทหารมาก่อน เก่งกล้าสามารถ แถมหล่อเป็นพระเอกได้
เป็นความพยายามจะจับ Shopaholic หรือไม่ก็ The Devil Wears Prada มาผสมกับ Davinci Code ผลที่ได้ออกมาคือความ lame อย่างน่าเศร้าใจ นางเอกก็เป็นผู้หญิงบ้าแฟชั่น แต่ก็ไม่ได้บ้ามากเท่าไหร่ ฉันที่มีตัวตนอยู่จริงๆยังบ้ากว่าแม่นางเอกคนนี้ซะอีก (เอ๊ะ หรือฉันควรจะละอาย ไม่ใช่มาตำหนินางเอกที่บ้าไม่พอ) clue ในเรื่องก็สุดจะบรรยาย ในบทกลอนที่ตั้งใจจะให้นางเอกไปที่เรือ circle line มีสองบรรทัดที่เป็นสมการวงกลมกับเส้นตรง เล่นกันง่ายๆอย่างนี้เลย
ก็ไม่ถึงกับทรมานเวลาอ่านหรอก แต่โดยส่วนตัว ถ้าตอนที่อ่านมีแฟนฟิคอยู่คงอ่านแฟนฟิค รู้สึกว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาอย่างมีสีสันมากกว่า
The Septembers of Shiraz เป็นเรื่องของครอบครัวคนยิวในอิหร่าน ช่วงหลังการปฎิวัติขับไล่พระเจ้า Shah ออกไป จะเรียกว่าคนยิวก็คงไม่ถูก ตัวเอกก็เป็นคนยิวน่ะแหละ แต่ต้นตอความซวยมาจากความร่ำรวยมากกว่า
ตัวเอกเป็นช่างอัญมณี ดังขึ้นมาได้เพราะทำเครื่องประดับได้ถูกใจพระราชินี แต่งงานกับผู้หญิงสวยมาก มีลูกสองคน ส่งลูกชายคนโตไปเรียนต่อนิวยอร์กเพราะในประเทศไม่ปลอดภัย
วันหนึ่งก็ถูกจับ ด้วยเหตุผลประเภทสนับสนุนอำนาจเก่า เป็นสปายให้ขบวนการไซออนนิสท์ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่มั่วขึ้นมา ถูกขัง ถูกทรมาน
ลูกชายที่อยู่นิวยอร์กติดต่อกับที่บ้านไม่ค่อยได้ ต้องมีรหัสลับ พ่อติดคุกก็ต้องบอกว่าพ่อไปเที่ยว เป็นต้น
ตอนที่น่าสนใจตอนหนึ่ง ลูกชายบอกว่านิวยอร์กเป็นเมืองของเส้นตรง คิดถึงเส้นโค้งของบ้านเกิด
โดยส่วนตัว อย่างนึงที่ชอบมากในนิวยอร์กคือความเป็นเส้นตรงของเมืองน่ะแหละ สมัยอยู่โตเกียว ด้วยความที่เมืองมันโค้งหรือไงไม่ทราบได้ ฉันหลงทางซะไม่มีดี ถ้าเป็นนิวยอร์กหลงทางขนาดนี้ป่านนี้ไม่ถูกปล้นก็คงถูกฆ่าไปแล้ว จากชิบุย่าไปมหาลัย ห่างกันแค่หนึ่งหรือสองป้ายรถไฟ เดินสิบครั้งฉันหลงประมาณแปดครั้ง แถมบางครั้งหลงอนาถขนาดที่ต้องขึ้นรถไฟอีกสายกลับไป
ตั้งแต่มาอยู่นิวยอร์กแล้วไม่เคยหลงทาง ยกเว้นในเซนทรัลปาร์ค ซึ่งถนนโค้ง เลยหลงมันเกือบทุกครั้งอีกเหมือนกัน
อีกตอนนึงที่น่าสนใจดีคือตอนที่พ่อของผู้หญิงที่ลูกชายชอบถามลูกชายว่าจะยอมเปลี่ยนศาสนาไหม ลูกชายเป็นยิวเหมือนผู้หญิงคนนี้ แต่ที่บ้านของผู้หญิงคนนี้เคร่งศาสนามาก คุณพ่ออธิบายว่าถ้าเขามีลูกสิบคน แล้วลูกทุกคนมีลูกสิบคน แล้วหลานทุกคนก็มีลูกสิบคนล่ะก็ คุณพ่อก็จะได้ contribute ผู้ช่วยเผยแพร่ศาสนาถึงหนึ่งพันคน ถ้าไม่สนใจจะเปลี่ยนมาเข้านิกายนี้แล้วล่ะก็อย่ามายุ่งกับลูกสาวเลย
เป็นตอนต่อของ The Pillars of the Earth อาจจะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูก อย่างเดียวที่ต่อเนื่องกันก็แค่สถานที่ เล่มนี้เกิดหลังเล่มนั้นสองร้อยปี ถ้าไม่รักกันจริงคงไม่อ่าน หนังสือหนาประมาณพจนานุกรม หนักด้วย
ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะเล่มนี้นางเอกเด่นมาก เรื่องเกิดขึ้นช่วงสมัยกลาง เป็นสมัยที่ผู้หญิงทำอะไรได้ไม่มากนัก เป็นหมอไม่ได้ เป็นอะไรที่ต้องได้รับการฝึกหัด เช่นช่างไม้ ช่างก่อสร้าง ก็ไม่ได้ มีแม่ม่ายร่ำรวยที่ทำกิจการของสามีต่อก็จริง แต่ก็นั่นแหละ ต้องอยู่ในเงาของผู้ชาย
สมัยนั้น อาชีพที่อิสระที่สุดสำหรับผู้หญิงสักคน ก็คือเป็นเจ้าอารามนางชี แน่นอนว่าต้องตัดขาดทางโลก ไม่มีลูกไม่มีสามี แต่เจ้าอารามนางชีนั้นเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเลยทีเดียว แล้วก็ยังได้ช่วยดูแลคนไข้ ปกครองไร่นา
เรื่องมันก็ blasphemy พอสมควรน่ะนะ ไม่ได้ลบหลู่พระเจ้าหรอก แต่ก็พูดถึงพระหรือชีบางรูป ที่บางทีก็เกินกว่าคำว่าเลว หรืออีกบางทีก็พูดถึงเรื่องทีผิดวินัยแต่ก็ทำกันเป็นปกติ เช่นตอนท่านบิชอปออกศึก พระไม่ควรจะฆ่าใคร "...priests were not supposed to shed blood, a rule they acknowledged cursorily by using blunt weapons on the battlefield. "
นางเอกรักอิสระมาก ไม่อยากตกเป็นช้างเท้าหลัง เลยบ่ายเบี่ยงคำขอแต่งงานของพระเอกไปนับครั้งไม่ถ้วน อ่านไปแล้วก็สงสัย มันจะเลวร้ายขนาดนั้นเลยหรือ พระเอกก็ดูเป็นผู้ชายที่ดีออกนะ
เป็นหนังสือที่สนุกดี ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเด็กๆอ่านไบเบิลนิดหน่อย คือมันดูยาวไกลเหลือเกิน แล้วก็ไม่รู้ว่าเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนจะส่งผลยิ่งใหญ่ขนาดไหนได้
เล่มนี้เป็นเล่มที่รักมาก เคยอ่านครั้งแรกเมื่อสามสี่ปีก่อน ฉบับแปลไทยโดย เมลานี แปลดีมาก อย่างที่พูดไว้หลังปกฉบับแปล ว่าเป็นโศกนาฏกรรมของความสำเร็จ
นางเอก เคท เรดดี้ เป็นผู้จัดการกองทุนในลอนดอน แน่นอนว่าเป็นอาชีพที่ถ้าวันนึงทำงานแค่สิบสองชั่วโมงก็ควรจะขอบคุณแล้ว เธอมีลูกสองคน ลูกคนเล็กยังไม่ขวบนึงเลย สามีเป็นสถาปนิก ที่หาเงินได้น้อยกว่าครึ่งของเธอซะอีก เธอต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็ก ด้วยเงินเดือนสูงลิบ(สูงเกือบเท่าสามีเธอเลยทีเดียว) เพื่อที่จะมาเป็นแม่ให้ลูกของเธอ
นางเอกรักลูกมาก แต่ก็ไม่มีเวลาอยู่กับลูก แน่นอนว่านางเอกเงินเดือนดีมาก แต่อะไรล่ะ คือราคาของการที่ไม่ได้อยู่กับลูกตอนที่ลูกพูดคำแรก ตอนที่ลูกเดินก้าวแรก
"Children are the proof we've been here, Momo, they're where we go to when we die. They're the best thing and the most impossible thing, but there's nothing else. You have to believe me. Life is a riddle and they are the answer. If there's any answer, it has to be them." เป็นตอนที่นางเอกอธิบายให้โมโม่ สาวรุ่นน้องในที่ทำงานฟัง สาวคนที่พูดว่า "I'm overeducated for looking after small children."
"So many women of Momo's age look at the likes of me, driven crazy by our double lives, and decide to put off having kids for as long as possible. I've seen it in my friends. They get to their mid-30's, panic, pick the wrong guy--any sperm donor will do by then--find they can't get pregnant and embark on IVF: painful and ruinous. Sometimes it works; mostly it doesn't. We think we've outwitted Mother Nature, but Nature isn't called Mother for nothing. She has her way of slapping us down, making us feel small. The world is going to end not with a bang but with a woman staring through a glass panel at her frozen eggs and wondering if she'll ever have time to defrost them."
ตอนอ่านครั้งแรกน้ำตาไหลพรากเลยทีเดียว ทั้งๆทีก็เป็นกึ่งๆเรื่องตลกนี่แหละ
เป็นหนังสือที่ตอนอ่านจบครั้งแรกแล้วอยากมีลูกขึ้นมาทันที อยากมีขนาดที่ว่า ถ้าไม่ได้แต่งงานก็ตั้งใจจะใช้บริการสเปิร์มแบงค์ (ตอนนี้หลังจากเห็นลูกพี่ชาย ฉันก็เลิกอยากมีลูกแล้ว ตัวเองยังดูแลไม่ค่อยจะได้เลย)
Givenchy Code?? แค่เห็นชื่อเรื่องเลียนแบบ Davinci's ก็เลมแล้วครับ อ่านลงมาข้างล่าง... Сryptography is the new black... ตอกตะปูปิดฝาโลงเลย ผมว่า Black is the new black. (ปีไหน?) เป็นประโยคที่ฟังดูงี่เง่าแล้วนะ แต่อันนี้ฟังดูโง่กว่า
เล่มถัดมา... ปมความขัดแย้งทางศาสนากับเชื้อชาติ เอามาเขียนได้เรื่อยๆ แต่ขอผ่านครับ คาดว่าอ่านแล้วจะรู้สึกเซ็งความงี่เง่าของคน
เล่มต่อมา... อ้า มีปมศาสนาอีกแล้ว แต่คนละแง่ ผ่านเหมือนกัน ว่าแต่เพิ่งรู้เนี่ยแหละ ว่าทำไมพระถึงใช้ slashing, piercing weapon ไม่ได้
เล่มสุดท้าย อืม.. ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าตัวเรายังไม่ได้ "บรรลุเป้าหมาย" ในการทำงาน จะรีบมีลูกไปทำไม... ถ้ามีแค่เพื่อเติมเต็มตัวเอง ก็ออกจะเป็นการเห็นแก่ตัวไปหน่อยรึเปล่า?
ตามความคิดของผม การมีและเลี้ยงลูกนี่ เป็นการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองต่อไปหลังจากเราบรรลุเป้าหมายหรืออุดมการณ์ของชีวิตเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผลงาน การเปลี่ยนแปลงอะไร หรือการทิ้งชื่อไว้ให้โลกก็ตาม หลังจากสำเร็จแล้วเราก็จะมีอิสระและความพร้อมในการดูแลมากขึ้น เมื่อนั้นแหละ เราถึงค่อยมีลูก โดยเป้าหมายเพื่อสร้างยอดมนุษย์ขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลกต่อจากเรา (โดยอาจไม่จำเป็นต้องสานต่ออุดมการณ์เรา)
แต่ในความเป็นจริง กว่าจะทำเสร็จดังว่า ก็คงเกือบๆ สี่สิบแล้ว งั้นผู้หญิงหมดสิทธิ เพราะพ้นวัย fertile แล้ว อ้าว
งั้นแช่แข็งไข่ไว้ก่อน น่าจะดีอย่างที่เรื่องว่า
ว่าแล้วผมก็ย้ายตูดไปรันงานต่อดีกว่า จะได้ทำเป้าหมายให้เสร็จๆ จะได้มีลูกได้สักที
#1 By PastelSalad on 2008-02-08 07:23