The Sons of Caesar วันที่การแต่งงานไม่ได้มาพร้อมความรัก
posted on 13 Feb 2008 02:53 by chocolatencashmere in Books
ตามชื่อหนังสือเลย เรื่องเริ่มที่ซีซาร์ จบที่เนโร ไม่ได้พยายามตีความอะไรใหม่ ก็หนังสือเล่มขนาดปกติ เล่าได้ขนาดนี้ก็จะไม่มีที่พอแล้ว ก็อ่านได้เรื่อยๆ เรื่องราว scandalous โดยตัวเองขนาดนี้ ขนาดอาจารย์มาเขียนก็ยังอ่านได้ไม่ง่วง แต่เหมือนคนเขียนคนนี้จะไม่ใช่ academic
The Sons of Caesar
Imperial Rome's First Dynasty
by Philip Matyszak
ได้ข่าวว่าคนเขียนคนนี้ก็เป็นที่นิยมดีเหมือนกัน สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องจักรวรรดิโรมแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือเรียน
อ่านแล้วได้อะไร ก็ได้รู้ว่าเรื่องทรยศหักหลังน่ะสมัยไหนก็คงจะเหมือนกัน ได้เห็นความอหังการ์เทียมฟ้า ความอหังการ์ที่สมัยนี้ก็คงยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องแอบซ่อนกันบ้าง
ที่เห็นชัดมาก และที่โควตไว้หลายตอนข้างล่างนี้ ก็คือคอนเซปต์ของความรักกับการแต่งงานเป็นเรื่องสมัยใหม่ เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เขียนว่าคอนเซปต์เรื่องแต่งงานด้วยรักนั้นมีขึ้นหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม
คิดอยู่เสมอ ว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของคำสัญญา ในขณะที่ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ คำสัญญาที่ว่าไม่ใช่คำสัญญาปากเปล่า รู้กันแค่สองเรา เป็นคำสัญญาที่ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้กันถ้วนทั่ว แต่ความรักไม่ใช่ อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย คู่กรณีมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวเองถูกรักอยู่ก็ไม่ทราบ
ในเมื่อความรักกับการแต่งงานแทบจะอยู่กันคนละมิติ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมปัจจุบันการแต่งงานมักจะถูก assume ว่าเกิดขึ้นด้วยรัก ถ้าไม่รักแล้วแต่งงานไม่ได้หรือไง แล้วถ้าแต่งงานเพราะรักแล้วจะรักกันจนตายหรือเปล่า Till death do us part นี่นะ
หรือว่าพอไม่รักกันแล้วก็หย่ากันไป แล้วถ้ามีแค่ใครคนเดียวที่เลิกรักกันไปก่อนล่ะ
ลองนึกภาพคุณภรรยาปรึกษาเพื่อนว่าอยากหย่า เพราะสามีไม่รักแล้ว(ถึงตัวเองจะไม่รักสามีแล้วก็ควรจะโป้ปดไปเช่นนั้น เพื่อภาพพจน์ที่ดีงาม)
สมมุติเพื่อนตอบมาว่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าสามีไม่รัก
จบ ไม่ต้องพูดอะไรกันต่อ เพราะไม่รู้จริงๆนั่นแหละว่าสามีรักหรือไม่รัก ไม่รู้มาตั้งแต่สมัยเป็นแฟนกัน ไม่รู้มาตั้งแต่ตอนถูกขอแต่งงาน ก็ที่สามีเธอบอกเธอว่ารักน่ะ เธอรู้ได้ยังไงว่าสามีพูดจริง
ในทางกลับกัน ถ้าคุณภรรยาปรึกษาเพื่อนว่าอยากหย่าเพราะสามีล้มละลาย อันนี้ยังพูดกันง่ายหน่อย เพราะล้มละลายเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ สืบดูว่าสามีมีเงินเหลือซุกซ่อนอยู่ที่ไหนหรือเปล่าก็ได้
โดยส่วนตัวเวลาที่ทนอ่านไม่ได้เรื่องใครรักใครยิ่งใหญ่เพียงไหน รักกันแทบตาย รักเกินคำบรรยาย รักยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา จะอ่านหนังสือแนวนี้แหละ แนวประวัติศาสตร์ (แนวซีซาร์รักคลีโอพัตรา หรือมาร์ค แอนโธนี กับคลีโอพัตรา นี่ก็ไม่ได้นะ ถ้าเขียนให้ออกไปในทางเรื่องราวของความรักล่ะก็) ขอประวัติศาสตร์แนวหักหลังกันสามตลบ เลือดล้างแผ่นดิน จะดีกว่า
"Roman magistrates were expected to use patronage, bribery, favouritism and nepotism-this was not corruption, because corruption suggests an alternative system (emphasis added), and it allowed family members to promote the ambitions of their kinsfolk. " p.19
คุ้นๆดีไหม
"Among the Roman elite, marriage was a dynastic affair in which love played little part. Cicero's ex-slave and literary executor Tiro indignantly denied that Cicero married his second wife for love. The great statesman was above such emotional frailties. No, the girl was rich, and Cicero needed the money." p.22
เคยดู Joan Rivers ใน The View Barbara Walters ถามเธอว่าจะ marry for love or money เธอตอบทันทีว่า I'll definitely marry for love เว้นไปสักครู่แล้วต่อว่า of money
เคยดูละครเรื่องนึงที่ญี่ปุ่น เป็นละครสั้นที่ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย อาจจะเป็นช่องสิบสอง (ช่องที่ตอนเช้าคนอ่านข่าวเศรษฐกิจเป็นผู้หญิงที่เท่เหลือเกินน่ะ) ดาราไม่ดัง เนื้อเรื่องก็คลาสสิค (น้ำเน่านั่นเอง) แต่ที่จำได้ถึงทุกวันนี้ก็ตอนที่คุณหนูคนหนึ่งพูดกับผู้หญิงที่แฟนของเธอกำลังจะแต่งงานกับคุณหนูคนนี้ ผู้หญิงคนนั้น(อาจจะเป็นนางเอก)ถามคุณหนูว่าเธอรักผู้ชายคนนั้นหรือ คุณหนูหัวเราะเฮอะ เชิดหนึ่งครั้ง แล้วหันมามองคนถามด้วยสายตาเหยียดหยามปนสมเพช ตอบอย่างมั่นใจว่า การแต่งงานของคนอย่างคุณหนูน่ะ 恋とか愛とかの低レベルの結婚じゃないわ。การแต่งงานของฉันน่ะไม่ใช่การแต่งงานระดับต่ำๆที่ต้องพูดถึงความรักใคร่ชอบพอหรอกนะ เป็นประโยคประทับใจที่จำได้จนวันนี้ ถูกค่ะ คุณหนูเฉียบแหลมมาก ฉันจะแต่งงานย่ะ ไม่ได้จะรัก
"Naturally, married couples could and did fall in love, but this was more a happy side-effect than the point of the whole business." p.23
"....they wanted the next generation to make marriages which were politically advantageous, fruitful and happy-strictly in that order of priority." p.23
"With you, if I may, senators, without you, if I must!" p.64
ซีซาร์พูดกับสภาหลังข้ามรูบิคอน นึกภาพตามแล้วคงเท่ดี
Augustus was "a solicitous host and undemanding guest. (Though on one occasion when the person giving the dinner had been somewhat offhand and the fare particularly meagre, he murmured politely to his host on leaving, 'I had no idea I was such a good friend of yours.')" p.111
"In securing her children's future and her own grip on power, Messalina showed herself without scruple or mercy to a degree that would have struck her grim ancestors dumb with horrified admiration." p.203
ชอบคำนี้ horrified admiration
"It is a reflection of how strongly Gaius Caligula himself felt about his distinguished ancestry that he bitterly resented having the relatively lowly Agrippa as his maternal grandfather and preferred to believe that his mother was the fruit of an incestuous union between Augustus and his daughter Julia." p.237
อารมณ์ว่ายอมให้ทวดกับตาเป็นคนเดียวกันยังดีกว่าให้คนที่ไม่มีเชื้อสายราชวงศ์เป็นบรรพบุรุษ แต่ที่จริงวงศ์วานนี้ก็แต่งงานกันเองขนาดที่เว้นไว้ก็แต่พ่อแม่พี่น้องแท้ๆเท่านั้นแล้วล่ะนะ แค่นี้เลือดยังไม่น้ำเงินบริสุทธิ์สมใจเธอ
"He would have been perfect for the job of emperor, if only he had not ruled." p.277
Tacitus พูดถึง Galba
The Sons of Caesar
Imperial Rome's First Dynasty
by Philip Matyszak
ได้ข่าวว่าคนเขียนคนนี้ก็เป็นที่นิยมดีเหมือนกัน สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องจักรวรรดิโรมแต่ขี้เกียจอ่านหนังสือเรียน
อ่านแล้วได้อะไร ก็ได้รู้ว่าเรื่องทรยศหักหลังน่ะสมัยไหนก็คงจะเหมือนกัน ได้เห็นความอหังการ์เทียมฟ้า ความอหังการ์ที่สมัยนี้ก็คงยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องแอบซ่อนกันบ้าง
ที่เห็นชัดมาก และที่โควตไว้หลายตอนข้างล่างนี้ ก็คือคอนเซปต์ของความรักกับการแต่งงานเป็นเรื่องสมัยใหม่ เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เขียนว่าคอนเซปต์เรื่องแต่งงานด้วยรักนั้นมีขึ้นหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม
คิดอยู่เสมอ ว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของคำสัญญา ในขณะที่ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ คำสัญญาที่ว่าไม่ใช่คำสัญญาปากเปล่า รู้กันแค่สองเรา เป็นคำสัญญาที่ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้กันถ้วนทั่ว แต่ความรักไม่ใช่ อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย คู่กรณีมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวเองถูกรักอยู่ก็ไม่ทราบ
ในเมื่อความรักกับการแต่งงานแทบจะอยู่กันคนละมิติ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมปัจจุบันการแต่งงานมักจะถูก assume ว่าเกิดขึ้นด้วยรัก ถ้าไม่รักแล้วแต่งงานไม่ได้หรือไง แล้วถ้าแต่งงานเพราะรักแล้วจะรักกันจนตายหรือเปล่า Till death do us part นี่นะ
หรือว่าพอไม่รักกันแล้วก็หย่ากันไป แล้วถ้ามีแค่ใครคนเดียวที่เลิกรักกันไปก่อนล่ะ
ลองนึกภาพคุณภรรยาปรึกษาเพื่อนว่าอยากหย่า เพราะสามีไม่รักแล้ว(ถึงตัวเองจะไม่รักสามีแล้วก็ควรจะโป้ปดไปเช่นนั้น เพื่อภาพพจน์ที่ดีงาม)
สมมุติเพื่อนตอบมาว่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าสามีไม่รัก
จบ ไม่ต้องพูดอะไรกันต่อ เพราะไม่รู้จริงๆนั่นแหละว่าสามีรักหรือไม่รัก ไม่รู้มาตั้งแต่สมัยเป็นแฟนกัน ไม่รู้มาตั้งแต่ตอนถูกขอแต่งงาน ก็ที่สามีเธอบอกเธอว่ารักน่ะ เธอรู้ได้ยังไงว่าสามีพูดจริง
ในทางกลับกัน ถ้าคุณภรรยาปรึกษาเพื่อนว่าอยากหย่าเพราะสามีล้มละลาย อันนี้ยังพูดกันง่ายหน่อย เพราะล้มละลายเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ สืบดูว่าสามีมีเงินเหลือซุกซ่อนอยู่ที่ไหนหรือเปล่าก็ได้
โดยส่วนตัวเวลาที่ทนอ่านไม่ได้เรื่องใครรักใครยิ่งใหญ่เพียงไหน รักกันแทบตาย รักเกินคำบรรยาย รักยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา จะอ่านหนังสือแนวนี้แหละ แนวประวัติศาสตร์ (แนวซีซาร์รักคลีโอพัตรา หรือมาร์ค แอนโธนี กับคลีโอพัตรา นี่ก็ไม่ได้นะ ถ้าเขียนให้ออกไปในทางเรื่องราวของความรักล่ะก็) ขอประวัติศาสตร์แนวหักหลังกันสามตลบ เลือดล้างแผ่นดิน จะดีกว่า
"Roman magistrates were expected to use patronage, bribery, favouritism and nepotism-this was not corruption, because corruption suggests an alternative system (emphasis added), and it allowed family members to promote the ambitions of their kinsfolk. " p.19
คุ้นๆดีไหม
"Among the Roman elite, marriage was a dynastic affair in which love played little part. Cicero's ex-slave and literary executor Tiro indignantly denied that Cicero married his second wife for love. The great statesman was above such emotional frailties. No, the girl was rich, and Cicero needed the money." p.22
เคยดู Joan Rivers ใน The View Barbara Walters ถามเธอว่าจะ marry for love or money เธอตอบทันทีว่า I'll definitely marry for love เว้นไปสักครู่แล้วต่อว่า of money
เคยดูละครเรื่องนึงที่ญี่ปุ่น เป็นละครสั้นที่ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย อาจจะเป็นช่องสิบสอง (ช่องที่ตอนเช้าคนอ่านข่าวเศรษฐกิจเป็นผู้หญิงที่เท่เหลือเกินน่ะ) ดาราไม่ดัง เนื้อเรื่องก็คลาสสิค (น้ำเน่านั่นเอง) แต่ที่จำได้ถึงทุกวันนี้ก็ตอนที่คุณหนูคนหนึ่งพูดกับผู้หญิงที่แฟนของเธอกำลังจะแต่งงานกับคุณหนูคนนี้ ผู้หญิงคนนั้น(อาจจะเป็นนางเอก)ถามคุณหนูว่าเธอรักผู้ชายคนนั้นหรือ คุณหนูหัวเราะเฮอะ เชิดหนึ่งครั้ง แล้วหันมามองคนถามด้วยสายตาเหยียดหยามปนสมเพช ตอบอย่างมั่นใจว่า การแต่งงานของคนอย่างคุณหนูน่ะ 恋とか愛とかの低レベルの結婚じゃないわ。การแต่งงานของฉันน่ะไม่ใช่การแต่งงานระดับต่ำๆที่ต้องพูดถึงความรักใคร่ชอบพอหรอกนะ เป็นประโยคประทับใจที่จำได้จนวันนี้ ถูกค่ะ คุณหนูเฉียบแหลมมาก ฉันจะแต่งงานย่ะ ไม่ได้จะรัก
"Naturally, married couples could and did fall in love, but this was more a happy side-effect than the point of the whole business." p.23
"....they wanted the next generation to make marriages which were politically advantageous, fruitful and happy-strictly in that order of priority." p.23
"With you, if I may, senators, without you, if I must!" p.64
ซีซาร์พูดกับสภาหลังข้ามรูบิคอน นึกภาพตามแล้วคงเท่ดี
Augustus was "a solicitous host and undemanding guest. (Though on one occasion when the person giving the dinner had been somewhat offhand and the fare particularly meagre, he murmured politely to his host on leaving, 'I had no idea I was such a good friend of yours.')" p.111
"In securing her children's future and her own grip on power, Messalina showed herself without scruple or mercy to a degree that would have struck her grim ancestors dumb with horrified admiration." p.203
ชอบคำนี้ horrified admiration
"It is a reflection of how strongly Gaius Caligula himself felt about his distinguished ancestry that he bitterly resented having the relatively lowly Agrippa as his maternal grandfather and preferred to believe that his mother was the fruit of an incestuous union between Augustus and his daughter Julia." p.237
อารมณ์ว่ายอมให้ทวดกับตาเป็นคนเดียวกันยังดีกว่าให้คนที่ไม่มีเชื้อสายราชวงศ์เป็นบรรพบุรุษ แต่ที่จริงวงศ์วานนี้ก็แต่งงานกันเองขนาดที่เว้นไว้ก็แต่พ่อแม่พี่น้องแท้ๆเท่านั้นแล้วล่ะนะ แค่นี้เลือดยังไม่น้ำเงินบริสุทธิ์สมใจเธอ
"He would have been perfect for the job of emperor, if only he had not ruled." p.277
Tacitus พูดถึง Galba
#1 By 2spot studio on 2008-02-13 12:20