In Defense of Food

posted on 25 Feb 2008 09:41 by chocolatencashmere  in Books

nonfiction สองเล่มล่าสุดที่ได้อ่าน อ่านจบเล่มเดียว In Defense of Food อีกเล่ม The World without Us อ่านไปครึ่งเล่มแล้วก็พอเถอะ ก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่ไม่ได้อยากรู้ลึกรู้จริงว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์หายไปจากโลกแล้วขนาดนั้น คุณคนเขียนไล่ทีละเมืองเลยทีเดียว เช่นถ้าแมนฮัตตันไม่มีคนอยู่ อะไรจะเกิดขึ้นกับเซ็นทรัลปาร์กและรถไฟใต้ดิน อ่านไปได้สองสามเมืองก็ไม่อยากรู้มากไปกว่านี้แล้ว

In Defense of Food คนเขียนคนเดียวกับ The Omnivore's Dilemma ซึ่งเคยเขียนถึงในบล็อกแล้ว เล่มใหม่นี้พูดถึงบทบาทของ food science กับ nutritionism ที่มีต่อวัฒนธรรมการกินในอเมริกา

 ในหนังสือนิยาม nutritionism ว่าประกอบด้วยไอเดียสำคัญสามข้อ

1. That what matters most is not the food but the "nutrient"

ที่สำคัญน่ะไม่ใช่ของกินหรอก แต่คือสารอาหารในนั้นต่างหาก แนวคิดนี้อาจจะจริงขึ้นมาสักวันก็เป็นได้ วันที่เรารู้ว่าสารอาหารทั้งหมดที่มนุษย์ต้องการนั้นมีอะไรบ้าง และในสัดส่วนที่เท่าไหร่ ไม่ใช่วันนี้ วันที่แค่จะกินไขมันหรือกินแป้งเป็นผลร้ายมากกว่ากันก็ยังไม่รู้

2. That because nutrients are invisible and incomprehensible to everyone but scientists, we need expert help in deciding what to eat.

3. That the purpose of eating is to promote a narrow concept of physical health

เพราะแนวคิดนี้ทำให้เกิด French Paradox คือทำไมคนฝรั่งเศสที่กินทั้งฟัวกราส์กินทั้งชีส ถึงได้ผอมเพรียวสุขภาพดีกว่าคนอเมริกัน ที่ระวังเรื่องอาหารการกินเหลือเกินเล่า (disclaimer สักเล็กน้อย ว่าคนอเมริกันอ้วนๆวันวันกินแต่บิ๊กแมคมีเยอะแยะก็จริง แต่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ในอเมริกานั้น ระวังเรื่องอาหารการกินจนแทบจะเรียกได้ว่าที่สุดในโลกทีเดียว) ตามมาด้วย American Paradox คือคนอเมริกันเชื่อนักโภชนาการ มีวิจัยเรื่องสารอาหารออกมาแทบจะไม่เว้นอาทิตย์ แล้วมันเรื่องอะไรกันเล่าถึงได้สุขภาพแย่นัก

อาการนี้ที่ไหนในโลกก็คงมี อาการที่ว่า ไม่รู้กินอะไรถึงจะดีต่อร่างกาย ต้องให้หมอ หรือไม่ก็โฆษณาบอก แล้วหายนะก็เกิดขึ้นเมื่อคุณหมอ หรือนักโภชนาการ หรือนักวิทยาศาสตร์อาหารมีความเห็นไม่ตรงกัน มีหลากหลายความเห็นในแต่ละอาชีพ บ้างก็ว่าอ้วนเพราะไขมัน บ้างก็ว่าอ้วนเพราะแป้ง บ้างก็ว่าเพราะที่กินไม่ใช่ whole grain

ด้วยความที่ฉันรอบคอบ ตัดสินใจไม่ถูกว่าทฤษฎีไหนกันแน่ที่จริง เลยมีช่วงหนึ่งไม่กินทั้งแป้งทั้งไขมัน วันหนึ่งเกิดตาสว่างขึ้นมาตอนกินคุ้กกี้ low fat low carb ว่าที่กินแล้วไม่อ้วนนี่ไม่ใช่เพราะความดีเด่นของวัตถุดิบหรอกนะ แต่พราะรสชาตราวฟางข้าวขนาดนี้ คงไม่มีอารมณ์จะกินจนอ้วนได้ แค่คำเดียวก็เกินพอ

หลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนไอเดียหลักของหนังสือเล่มนี้ ที่ว่าที่สำคัญคืออาหาร(food) ไม่ใช่สารอาหาร(not nutrient) ก็คือวัฒนธรรมการกินของกลุ่มชนต่างๆนั้นหลากหลาย บางกลุ่มแทบจะไม่กินเนื้อ บางกลุ่มแทบจะไม่กินผัก ก็ถ้า nutritionism เป็นเรื่องจำเป็น ไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่งก็คงสิ้นชาติไปนานแล้ว

"Various populations thrived on diets that were what we'd call high, low fat, or high carb; all meat or all plant; indeed, there have been traditional diets based on just about any kind of whole food you can imagine."

เพื่อที่จะฉีกออกจาก nutritionism คำแนะนำของเล่มนี้เลยสรุปได้ง่ายๆว่า Eat food. Not too much. Mostly plants. ดูง่ายๆอย่างนี้ ให้ทำจริงทำยาก เพราะ food ใน Eat food ไม่รวมอาหารที่สังเคราะห์ขึ้น แน่นอนว่าไม่รวมคอร์นเฟลก ไม่รวมมันฝรั่งทอด(ที่ไม่ได้ทำเองที่บ้าน) ไม่รวมเนื้อสัตว์ที่มาจากโรงเลี้ยงอุตสาหกรรม ไม่รวมผักที่ไม่ organic

แน่นอนว่าอาหารที่เลี้ยงดูมาด้วยความรัก ไม่ใช้สารเคมีนั้น คนซื้อก็ต้องแสดงความจริงใจสนับสนุนการเกษตร organic ตอบแทนกันหน่อย ก็แล้วอะไรเล่าที่จะแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจได้ดีกว่าเงิน ในระบบตลาดเช่นทุกวันนี้ คุณคนเขียน Michael Pollan ก็ออกตัว ว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่จะทำตามคำแนะนำของเขาได้ แต่คนที่มีกำลังทรัพย์พอจะทำได้นั้น สมควรปฏิบัติตามหลัก Eat food. เป็นอย่างยิ่ง เพื่อสุขภาพของตนและของโลก (พูดง่ายๆก็คือ เข้าใจดีว่าคนไม่มีเงินอาจจะทำตามไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เขียนให้คนไม่มีเงินอ่าน ก่อนที่จะมาอ่านหนังสือเล่มนี้ ช่วยไปอ่านหนังสือที่ว่าด้วย ทำอย่างไรให้มีเงิน มาก่อน)

ที่จริงก็ไม่ได้ห่วงสุขภาพเท่าไหร่นัก ปกติก็กินเค้กแทนข้าวอยู่บ่อยๆ แต่หนังสือสองเล่มล่าสุดโดยคนเขียนคนนี้อ่านแล้วประสาทกินขึ้นมาเล็กน้อย ก็ถ้าเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปมาจากวัวหรือหมูหรือไก่ที่มีชีวิตอนาถเหลือเกินในโรงเลี้ยงสัตว์ แถมกลายมาเป็นอาหารแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารเคมี แล้วถ้า You are what you eat. มีส่วนจริงแล้วล่ะก็ ฉันควรจะเจียดเงินค่าชาแนลและเครื่องสำอางต่างๆมากินอาหาร organic ซะทีจะดีกว่า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อืม อ่านแล้วได้ความรู้ใหม่อีกแล้วล่ะครับ
ชอบที่บอกไว้ว่า"ที่กินแล้วไม่อ้วนนี่ไม่ใช่เพราะความดีเด่นของวัตถุดิบหรอกนะ แต่พราะรสชาติราวฟางข้าวขนาดนี้ คงไม่มีอารมณ์จะกินจนอ้วนได้ แค่คำเดียวก็เกินพอ" นะครับ

แต่สำหรับเรื่องอาหารและทฤษฎีโภชนาการขอไม่ออกความเห็นอะไรมากครับ เพราะไม่ค่อยมีความรู้ในด้านนี้เท่าไหร่เลยครับ แต่ความคิดที่ว่าYou are what you eat.ก็คงจะจริงนะครับ

แต่อย่างไรก็ตามผมก็อดที่จะนึกถึงในอีกด้านที่ยังมีคนอีกมากมายที่ยังต้องการอาหาร จนเรียกว่าทานอะไรก็ขอให้มีชีวิตรอดน่ะครับ ในโลกนี้มีอีกเยอะไปหมด


ปล.ด้วยความความนับถือ จากใจนะครับ
big smile

อร๊าย รู้สึกเหมือนโดนแขวะโดยวงเล็บ confused smile

เอ้อ ความเห็นผมนะครับ จริงๆ เรื่องอาหารการกินเนี่ย สิ่งที่ควรจะห่วงอย่างเดียว คือ กินขาด คือ ได้รับสารอาหารไม่พอ เช่น ขาดโปรตีนจนทำให้หัวโต ทำนองนั้น ส่วนเรื่องกินเกินนี่ ไม่ควรจำเป็นต้องห่วงนะครับ

เพราะ...? เพราะหลักง่ายๆ คือ อาหารที่กินเข้าไป มันเอาไว้ให้ร่างกายไว้ใช้น่ะสิครับ

ถ้าใช้สมองบ่อยๆ ใช้กล้ามเนื้อเป็นประจำ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนหรอกครับ

เข้าไปเท่าไหร่ก็เอามาใช้หมดครับ สารพิษตกค้างก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะใช้มากก็ไหลเวียนมาก กรองมาก ขับถ่ายมาก (เหงื่อ ลมหายใจ)

นักเพาะกายช่วงที่ไม่ลงแข่งนี่ กินอาหารมากกว่าคนซุปเปอร์อ้วนอีกนะครับ แต่ไม่อ้วนเพราะไขมันและคาร์บถูกเผาตอนสร้างกล้ามเนื้อหมด
สิ่งที่ค้างในร่างกายอย่างเดียวคือ โปรตีน (ที่ยัดเข้าไปมหาศาล)

คนอ้วน สาเหตุเดียวที่อ้วน คือ ไขมันมันพอกขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่เคยใช้เลย เป็น cumulative fat..

เดินให้บ่อยๆ เคลื่อนที่ให้เร็วๆ คิดให้มากๆ ก็ไม่อ้วนแล้วครับ

ไอ้หลักไดเอ็ตนี่... ผมว่าเป็นเครื่องมือหนีความจริงของคนขี้เกียจมากกว่า จริงอยู่มันอาจช่วยได้ แต่ไม่น่าจะเท่ากลไกของร่างกายที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นะครับ

ส่วนเรื่องไม่มีเวลาออกกำลัง กลัวกล้ามขึ้น ฯลฯ นี่ค่อนข้าง bull crap ครับ เอ้อ เดี๋ยวเขียนเอ็นทรี่เรื่องนี้ดีกว่า

เฟี้ยวววววว หลอกด่าแล้วหนี cry

#2 By PastelSalad on 2008-02-25 19:06