Talk to me.

Let me see.

Let me love.

ที่โรงเรียนมี Lunchtime Concerts สิบแปดครั้ง สำหรับ String Quartets ทั้งหมดของ Beethoven บรรเลงโดย Pacifica Quartet ซึ่งก็ดังพอควร ดังเกินกว่าที่ปกติจะได้เห็นกันใกล้ๆขนาดฟังไปมองตาคนเล่นไปได้แบบนี้

 

 

ผู้ชายคนในรูปเล่นวิโอล่า เข้าใจว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เพราะมองหน้าตรงจะออกเค้าเอเชียนิดนึง แล้วก็ชื่อ Masumi Per Rostad หน้าด้านข้างหล่อกว่าหน้าด้านตรงมาก ยกเว้นตอนยิ้ม หน้าตรงจะดูดีขึ้นมาทันที

ฉันฟังเพลงคลาสสิก ไปคอนเสิร์ตเท่าที่ไปได้ แต่ก็ไม่ได้ฟังอย่างมีความรู้ทางทฤษฏีแต่ประการใด อ่านโปรแกรมแล้วจะเข้าใจก็หาไม่ ว่าเพลงนี้ใช้ half note อย่างลึกซึ้งอัจฉริยะขนาดไหน แต่ของบางอย่าง สำหรับคนบางคน ก็ไม่ได้มีไว้ให้เข้าใจ แต่มีไว้ให้รัก

ในยุคที่เพลงเหล่านี้กำเนิด โลกยังไม่มีเครื่องมือบันทึกเสียง ผู้แต่งก็คงไม่คิด ว่าวันหนึ่งข้างหน้า เพลงที่แต่งขึ้นมาจะดังออกมาจากลำโพง ไม่ใช่เครื่องดนตรี โดยส่วนตัวแล้วชอบที่จะเห็นนักดนตรีเวลาฟังเพลงคลาสสิก ถ้าไม่ได้ดูแสดงสด วีดิโอก็ยังดี เพลงคลาสสิกเพลงแรกที่หลงรักคือ Brahms Piano Concerto No. 1 เล่นโดย Maurizio Pollini จำได้จนถึงวินาทีที่หลงรัก ว่าคือขณะที่น้ำตา Pollini หยดลงบนคีย์เปียโน

ไม่เคยได้ดูแสดงสดที่ไหนใกล้เท่าคอนเสิร์ตชุดนี้ ใกล้จนเห็นสีหน้าสายตาของนักดนตรีขณะบรรเลง เห็นตอนที่ชำเลืองตาเหลือบมองให้จังหวะกัน เป็นความประทับใจอย่างยิ่ง เหมือนได้เห็นความลับของความงาม

วันนี้ไปฟังมาเป็นครั้งที่สี่ Op. 130 "Leibquartett" (บีโธเฟนเรียกเพลงนี้ว่า Dear Quartet) with original ending คือ The Great Fugue เพลงนี้มีหกมูฟเมนท์ เริ่มน้ำตาหยดในมูฟเมนท์ที่ห้า กว่าจะจบเพลงน้ำตาไหลพรากก็ชนิดที่ว่า โชคดีแล้วที่ไม่ได้แต่งหน้าไป

ครั้งที่แล้วที่ไปฟังคือ Op. 132 ก็ปลื้มมากแล้ว มูฟเมนท์ที่สาม ตอนที่ introduction lines เข้าสู่ hymn กรีดขึ้นเรื่อยๆ แต่วันนี้นี่สิ exceeding all expectation

ฉันร้องไห้ง่าย ดูหนัง อ่านหนังสือ ปลื้มก็ร้องไห้ เศร้าก็ร้องไห้ แต่ตอนฟังเพลงนี่ นอกจากจะร้องไห้ แล้วยังกลั้นใจด้วย จะมีใช่ไหมล่ะ ช่วงที่ดนตรีกรีดขึ้นยาว ช่วงนั้นโดยส่วนใหญ่ฉันจะกลั้นหายใจ วันนี้ มูฟเมนท์ที่หก มีจังหวะหนึ่ง ดนตรีกรีดยาวติดๆกัน ต้องเตือนตัวเองให้หายใจ คิดว่าถ้าแก่กว่านี้ แล้วฟังเพลงแบบนี้ อาจจะได้กลั้นใจตายก็เป็นได้ ก็ไม่เลว What a beautiful way to go!

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เช่นเคยครับ ทุกครั้งที่ผมได้มาอ่านผลงานที่คุณchocolatencashmereเขียน ก็จะได้ความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งกลับไปทุกที ครั้งนี้ก็ด้วยครับconfused smile

และยิ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ เราได้รู้จักกันผ่านทางบลอก จากที่คุณchocolatencashmere ได้เยี่ยมเยือนบลอกของผม(ปล.คุณchocolatencashmereน่าจะเป็นรุ่นพี่ผมนะครับ แต่ขออนุญาตเรียกเช่นนี้ไปก่อนที่จะแน่ใจครับ)

และได้ให้ความคิดเห็นที่ผมถือว่าเป็นคำแนะนำที่ดีมากนะครับ ผมก็รู้สึกได้ว่าได้นำเสนอภาษาที่ผิดพลาดไป

จึงต้องขอขอบคุณและขออภัยมาในที่นะครับ
โดยผมได้ตอบข้อสงสัยผ่านทางคอมเม้นท์ของบลอกผมแล้วนะครับ

ยินดีทุกครั้งสำหรับความคิดเห็นนะครับ และหากมีความรู้สึกความคิดเห็นอย่างไร ขอความกรุณาโปรดแสดงความรู้สึกผ่านบลอกแก่กรณีนี้อีกครั้งนะครับเพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่ผมครับ ขอบคุณครับ

จากผมที่นับถือคุณchocolatencashmere จากใจครับ
big smile

เหมือนผมเลยครับ ชอบฟังคลาสสิคเหมือนกันทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้อะไรเลย

ไม่ได้ฟังด้วยหัวเลย แต่รับรู้ความไพเราะด้วยอารมณ์แทน

น่าอิจฉาคุณมาก ที่มีโอกาสได้ฟังอย่างใกล้ชิดขนาดนั้น

เพราะที่การฟังจากการบันทึก กับฟังสด ต่างกันมากมาย ผมว่าเป็นเพราะ การฟังสด เราได้เห็นท่วงท่า สีหน้า อารมณ์ ของนักดนตรี ทำให้เขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของเขา และของเพลง มาสู่เราได้โดยตรง

ทำให้สะท้านอารมณ์ ทุกครั้งที่ได้ดูแสดงสด

ผมก็เคยสะเทือนอารมณ์จนน้ำตาซึมตอนดูคนบรรเลงคลาสสิคเหมือนกันครับ แต่ร้องไม่ได้ เพราะลูกผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น (แต่ตาแฉะได้)

เวลาผมฟัง ผมมักรับเอาอารมณ์ของเพลง เข้ามาเปรียบกับอารมณ์ตัวเอง แล้วนึกภาพบรรยากาศที่เพลงแสดงออกมา โดยมีตัวเราเป็นศูนย์กลางอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เพลงสร้างขึ้นมา เช่น นึกว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางถนนหินกว้างในฤดูใบไม้ร่วง ลมโชยมาตามจังหวะเชลโล

คุณเคยฟังเพลงแล้วนึกภาพตามแบบนี้มั้ยครับ

#2 By PastelSalad on 2008-02-29 00:19