เกอิชา ครึ่งชีวิตของการดิ้นรน
posted on 16 Mar 2008 12:40 by chocolatencashmere in Books
Autobiography of a Geisha โดย Sayo Masuda. แปลโดย G. G. Rowley แปลจาก 芸者―苦闘の半生涯 โดย 増田小夜 เป็นอัตชีวประวัติของออนเซนเกอิชา ออนเซนเกอิชาคือเกอิชาตามเมืองที่มีน้ำพุร้อน เรียกว่าเกอิชาก็จริงแต่ก็ห่างไกลจากเกอิชาไฮโซของเกียวโตมาก ไม่มีพิธีรีตองเท่า และเซ็กส์เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ผู้เขียน มาสึดะ ซาโยะ เพิ่งมาอ่านออกเขียนได้เอาตอนโต แถมยังเขียนได้แต่ฮิรากานะ ต้นฉบับลายมือเธอราวกับลายมือเด็ก หนังสือเล่มนี้ซื่อมาก ในความหมายที่ว่า เป็นเรื่องเล่าแบบไม่มีชั้นเชิงใดๆ เหมือนใครสักคนนั่งเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง ไม่มีการบรรยายเปรียบเปรยใดใด เศร้าคือเศร้า เสียใจคือเสียใจ ลำบากคือลำบาก ไม่มีกินก็คือไม่มีกิน
ชีวิตเกอิชาของเธอไม่อลังการเหมือนหนังสือเล่มอื่นที่พูดถึงเกอิชา อ่านแล้วเลยเหมือนอ่านประวัติของผู้หญิงคนหนึ่งมากกว่า ผู้หญิงที่ขีวิตของเธอ fortune never favored yet never defeated อย่างที่ผู้แปลว่าไว้ในคำนำ เหมือนชื่อภาษาญี่ปุ่นของเรื่อง 苦闘の半生涯 ครึ่งชีวิตของการดิ้นรน
เป็นชีวิตที่มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นมากมาย ร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ และเกิดขึ้นแบบคาดไม่ถึง
จากนี้ไปเป็นเรื่องย่อโดยละเอียด ใครเป็นใครตายเมื่อไหร่อย่างไรเล่าหมด
เธอเกิดช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง เริ่มเป็นเกอิชาสมัยต้นสงครามโลกครั้งที่สอง
จำความได้เธอก็เป็นคนเลี้ยงเด็กอยู่ในบ้านของคนอื่นแล้ว จำอะไรเกี่ยวกับพ่อแม่ไม่ได้เลย ตอนนั้นเธอเพิ่งหกขวบ แต่ก็ต้องทำงานทั้งวัน และจะได้กินข้าวก็ต่อเมื่อมีคนเทของเหลือใส่ชามของเธอบนพื้นครัว
วันหนึ่งน้าชายของเธอมารับกลับบ้าน เธอดีใจมากที่รู้ว่าตัวเองก็มีแม่เหมือนกัน แต่พอเจอกันจริงๆ แม่ก็ไม่ได้แยแสเธอ เธอนอนที่บ้านแค่คืนเดียว แล้วก็ออกเดินทางต่อกับน้าชาย น้าชายเล่าให้ฟังว่าเธอเป็นลูกไม่มีพ่อ น้าชายเป็นคนเลี้ยงเธอจนถึงห้าขวบ ด้วยความยากจนเลยส่งเธอไปเป็นคนเลี้ยงเด็ก
จุดหมายของการเดินทางคือโอคิยะ(บ้านเกอิชา)ในเมืองซึวะ น้าชายขายเธอให้กับโอคิยะชื่อทาเคะโนะยะ ตอนนั้นเธออายุสิบสอง เริ่มทำงานเป็นเด็กรับใช้ ถูกพี่สาวเกอิชาแกล้งบ้าง ถูกเจ้าของร้านตบบ้าง ที่ทาเคะโนะยะมีเกอิชาสี่คน คนหนึ่งดีกับเธอมาก ชื่อ คารุตะ คารุตะเริ่มเมาเหล้าและไม่ตั้งใจทำงานหลังเพื่อนเกอิชาคนหนึ่งตายเพราะโรคติดต่อทางเพศ วันหนึ่งเจ้าของร้านไม่พอใจมากและจะเอาเหล็กร้อนๆนาบเท้าเธอ ซาโยะเข้าไปขวาง เลยถูกผลักตกบันได กระดูกหัก ถูกส่งเข้าโรงพยาบาล
วันหนึ่งคารุตะมาเยี่ยม บอกว่าจะพาเธอหนีไปตายด้วยกัน แบกเธอขึ้นหลังไปยืนอยู่กลางรางรถไฟ รอรถไฟแล่นมาทับ ขณะรออยู่ ซาโยะร้องขึ้นว่าไม่อยากตาย คารุตะเลยกระโดดออกจากรางรถไฟ แล้วบอกว่า ที่พามาตายเพราะเห็นแก่ซาโยะ ถ้าซาโยะไม่อยากตาย ต่อไปเธอจะพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อซาโยะ
ซาโยะได้แผลเพิ่มตอนกระโดดออกจากรางรถไฟ ต้องย้ายโรงพยาบาล และอาจต้องตัดขาทิ้ง ซาโยะอยู่ห้องอนาถา อยู่รวมกับคนไข้อื่นหลายคน แต่ที่นี่ทุกคนใจดีกับเธออย่างที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน เธอชอบที่นี่มากขนาดไม่อยากหายเลยทีเดียว แต่คารุตะมาเยี่ยมและเสียใจที่เห็นเธออยู่ห้องอนาถา วันรุ่งขึ้นโรงพยาบาลย้ายเธอไปอยู่ห้องเดี่ยว ซาโยะเหงามากและอยากกลับไปที่เดิม เลยได้รู้ว่าคารุตะกลับไปต่อสัญญากับเจ้าของโอคิยะเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าห้องให้ซาโยะ
ออกจากโรงพยาบาล ซาโยะตั้งใจเรียนรำและซามิเซ็ง อยากเป็นเกอิชาหาเงินได้เร็วๆ จะได้ช่วยจ่ายค่าสัญญาให้คารุตะ ไม่ได้รู้เลยว่าเธอทำงานได้เท่าไหร่ รายได้เข้าร้านหมด ไม่มีเหลือให้เธอใช้เป็นส่วนตัวทางไหนทั้งนั้น
ซาโยะไม่สวย เจ้าของร้านไม่เคยนึกว่าเธอจะขายดี แต่พอเป็นเกอิชาเข้าจริงๆ เธอกลับเป็นที่นิยม ซาโยะเล่าว่า แต่งหน้ากันขนาดนั้น สวยไม่สวยจะดูออกได้อย่างไร ถ้าหน้าไม่เบี้ยว แต่งออกมาแล้วก็เหมือนกันทั้งนั้น ซาโยะเป็นที่นิยมเพราะช่างประจบพี่สาวเกอิชาคนอื่น เลยถูกเรียกไปร่วมงานเลี้ยงบ่อย
แล้วก็ได้เวลามิซึอาเกะ คือเวลานอนกับลูกค้าเป็นครั้งแรก คนที่ซื้อมิซึอาเกะของเธอเป็นเจ้าพ่อหน้าตาน่าเกลียด ผู้ชายคนนี้กลายเป็นดันนะ(ผู้อุปถัมภ์)ของเธอด้วย เจ้าของโอคิยะขายมิซึอาเกะของเธอสี่ครั้ง
พอเธออายุสิบเก้า ดันนะก็จ่ายเงินให้โอคิยะซื้อเธอออกมาเป็นภรรยาหมายเลขสาม ดันนะคนนี้มีภรรยาหมายเลขสองอยู่แล้ว เคยเป็นเกอิชามาก่อนเหมือนกัน ยังได้ไปแนะนำตัวกันด้วย ภรรยาหมายเลขสองยังช่วยแนะนำซาโยะให้ตักตวงเงินทองข้าวของเอาไว้
ซาโยะอยู่บ้านเฉยๆก็เบื่อ เลยออกไปทำงาน ผู้หญิงที่ทำงานรังเกียจว่าเธอเคยเป็นเกอิชาและตอนนี้ก็เป็นเมียน้อย ไม่พูดกับเธอเลย ที่ทำงานมีลูกชายเจ้าของโรงงานคนหนึ่งทำอยู่ด้วย ผู้ชายคนนี้เคยเป็นทหาร แต่ล้มป่วย เลยมาทำงานที่นี่ รอเวลากลับไปสนามรบอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้เป็นที่ชื่นชมของผู้หญิงหลายคนในที่ทำงาน ซาโยะอยาก seduce ผู้ชายคนนี้เพื่อแก้แค้นผู้หญิงพวกนั้น เธอแกล้งทำตัวน่าสงสาร และจริตต่างๆของเกอิชาก็คงช่วยบ้างไม่มากก็น้อย ผู้ชายคนนี้รักเธอจริงๆ ขนาดที่ว่าอยากจะแต่งงานกับเธอ จากที่แค่จะหลอกใช้ ซาโยะก็ตกหลุมรักเข้าจริงๆเหมือนกัน แต่แล้วดันนะของเธอก็รู้เรื่องเข้า ซาโยะไม่อยากให้คนรักรู้ว่าเธอเป็นเมียน้อย เลยสัญญาจะเลิกกับคนรัก บอกคนรักว่าต้องกลับไปหาแม่ที่ป่วยอยู่บ้านนอก พอเลิกกันเข้าจริงๆ ซาโยะก็เกิดไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่มีคนช่วยไว้ทัน ดันนะโกรธมาก ไล่เธอออกจากบ้าน
ซาโยะกลับบ้านเกิด พบว่าแม่เธอไม่รู้ย้ายไปไหนแล้ว แต่ได้เจอน้องชาย เธอกับน้องชายพักอยู่กับน้าสะใภ้ ซาโยะเพิ่งได้รู้ว่าชีวิตเกอิชาสบายเรื่องอาหารการกินขนาดไหน ออกมาแล้วเธอถึงได้รู้ว่าชาวบ้านมีกินก็แค่หัวมันเท่านั้น และก็ไม่มีเกลืออีกด้วย อาหารพิเศษก็เป็นแค่หัวไชเท้าดองน้ำส้ม
งานที่บ้านนอกลำบากจนเธอล้มป่วยลง ตอนที่เธอนอนป่วยอยู่นั้น น้องชายต้มข้าวต้มจากข้าวขาวมาให้ เป็นข้าวที่น้องชายเธอแอบเก็บไว้วันละเล็กละน้อย ตอนที่ล้างข้าวและหุงข้าวให้กับบ้านที่แม่เอาไปทิ้งไว้ เพราะจำได้ว่าแม่เคยบ่นว่าไม่มีข้าวขาวกินเลย เลยอยากเก็บไว้ให้แม่ เผื่อวันที่แม่กลับมา
น้องชายยังงมเศษเหล็กจากก้นแม่น้ำไปขายหาเงินซื้อสมุนไพรมาต้มให้เธอดื่ม และเดินหาก้นบุหรี่มาให้เธอสูบด้วย
พอหายป่วย เธอพาน้องชายไปชิบะ ไปหาคารุตะ คารุตะเปิดร้านอาหารอยู่ ดันนะของคารุตะแนะนำดันนะให้ซาโยะ เธอกับน้องชายพักอยู่บนร้านของคารุตะ
หนึ่งอาทิตย์ก่อนสงครามจบ ระเบิดลงไฟไหม้ร้าน คารุตะย้ายไปและชวนเธอไปอยู่ด้วยกัน แต่ซาโยะไม่อยากเป็นภาระ เลยขอให้ดันนะซื้อที่ตรงนั้นให้เธอ ไม่นาน ดันนะก็ตาย เธอไปทำงานในร้านอาหาร หาเงินส่งน้องชายเรียนหนังสือ ระหว่างนั้นมีผู้ชายสองคนขอเธอแต่งงาน แต่เพราะอดีตของเธอ เธอเลยบอกปัดไปทั้งคู่ หนึ่งในนั้นเป็นลูกชายเจ้าของร้านอาหาร เธอบอกปัดไปด้วยการไม่ไปทำงานที่ร้านนั้นอีก
เธอคิดจะไปเป็นโสเภณีให้ทหารอเมริกัน แต่น้องชายเธอบอกว่า ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ น้องชายจะเลิกเรียน แล้วมาออกมาช่วยกันทำงานหาเงินดีกว่า เธอเลยไปซื้ออาหารที่บ้านนอกมาขายในเมืองแทน เป็นอาชีพที่ลำบาก ต้องนอนข้างถนนทั้งคืนเพื่อรอซื้อตั๋วรถไฟ น้องชายเธอรับหน้าที่นอนข้างถนนซื้อตั๋วรถไฟให้เธอ
วันหนึ่งเธอตกรถไฟ ต้องนอนค้างที่โรงแรมกับผู้ชายอาชีพเดียวกันคนหนึ่ง เธอระแวงว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหม ผู้ชายคนนั้นเลยเล่าว่า เขาเคยเป็นทหารที่เมืองจีน เคยข่มขืนผู้หญิงจีน และกลัวว่าเธอจะร้องเรียน เลยฆ่าเธอซะ ลูกน้องคนหนึ่งภักดีกับเขามาก ตอนฐานทัพถูกระเบิดและไม่มีอะไรกิน ลูกน้องคนนี้หาอะไรได้ก็เอามาให้เขากินก่อน และเอาตัวช่วยบังระเบิดให้เขารอดตายมาได้ในที่สุด ลูกน้องตายเพื่อเขา แต่เขาไม่มีอะไรจะระลึกถึงลูกน้องคนนั้นเลย เขาตั้งใจจะกลับตัว เลิกเหล้าเลิกผู้หญิง
จากนั้นมาซาโยะเลยร่วมทางไปซื้ออาหารที่บ้านนอกกับผู้ชายคนนี้ แต่แล้วก็มีกฏหมายห้ามซื้อขายแบบนี้ ซาโยะเลยไปขายสบู่ที่ย่านคนเกาหลีแทน ผู้ใหญ่คนเกาหลีเอ็นดูเธอมาก มีนักเลงญี่ปุ่นมาหาเรื่องเพราะนึกว่าเธอเป็นเมียน้อยคนเกาหลี แต่เธอก็ก้มกราบอธิบาย ว่าทำเพื่อน้องชาย เธอตั้งใจว่า ถึงที่สุด อย่างมากก็แค่ยอมเป็นเมียน้อยนักเลง แต่นักเลงคนนั้นเห็นใจเธอ เลิกหาเรื่องและรับเธอเป็นพวก
น้องชายเรียนจบ เอาสบู่ไปขายบ้านนอกกับเธอ แลกเป็นผักเป็นข้าวมาขายในเมือง แต่อยู่ๆน้องชายเธอก็ป่วยหนัก เป็นวัณโรค เธอตกใจมาก ไปอยู่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนน้องชายจนเงินหมด เธอไม่รู้จะหาค่าเพนนิซิลลินจากไหน เลยไปขายตัว แล้วหลอกน้องชายว่าผู้ใหญ่คนเกาหลีให้ยืมเงินมา แต่น้องชายเธอก็รู้
น้องชายเธอกระโดดลงมาจากหลังคาโรงพยาบาล ฆ่าตัวตาย และทิ้งจดหมายไว้ ว่ารู้ว่าตัวเองคงไม่หาย พ่อก็ตายด้วยโรคนี้ ไม่อยากให้พี่สาวต้องลำบาก อยากให้มีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้
เธอไม่อยากรับรู้อะไรเลย ไม่กินไม่นอน ผู้ใหญ่คนเกาหลีรับเธอไปอยู่ด้วยกัน บอกว่าให้มาเป็นลูกบ้านนี้ ภรรยาเจ้าของบ้านบอกเธอว่า ถ้าซาโยะไม่กิน แม่ก็ไม่กินเหมือนกัน จะกินไม่กินก็ตามใจ
เธอเริ่มกินข้าว เริ่มดีขึ้น เธอกลับบ้านเกิดเอากระดูกน้องชายไปฝังรวมกับพ่อ เธอไปร้องเพลงกล่อมเด็กที่หลุมศพน้องชายทุกวัน ทดแทนให้น้องชายที่ถูกแม่ทิ้ง วันฝนตกแดดออกเธอก็ไปทั้งนั้น
เริ่มเข้าปีใหม่ อากาศหนาวมาก เธอไม่สบาย เลยแวะกลับไปซึวะ ที่นั่นเธอได้เจอคนรักเก่า ได้รู้ว่าคนรักเก่าตามหาเธออยู่นานมาก ตามเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยแต่งงานมีลูกไปแล้ว
คนรักเก่าหาบ้านให้เธออยู่ และแทบจะมากินมานอนกับเธอเลย ไปธุระต่างเมืองด้วยกัน ไปเยี่ยมหลุมศพน้องชายด้วยกัน และให้เธอหัดอ่านเขียน
คนรักเธอทำงานให้อำเภอ คนซุบซิบนินทากันทั่วว่ามีเมียน้อยเป็นเกอิชา วันหนึ่งภรรยาของคนรักมาหาซาโยะถึงบ้าน ขอร้องให้ซาโยะเลิกกับสามีชั่วคราว เพราะถึงเวลาเลือกตั้งแล้ว ถ้าสามียังอยู่กับเมียน้อย ใครๆก็คงไม่เลือกสามีกลับเข้าทำงาน ภรรยาบอกซาโยะว่า พอเลือกตั้งแล้ว ถ้าความสุขของสามีคือซาโยะ ไม่ใช่ภรรยา เธอกับลูกจะไปเอง
ซาโยะไม่อยากให้เด็กถูกพ่อทิ้ง เลยไปเอง เธอไปหาคารุตะ เมาเหล้าทุกวันและนอนกับผู้ชายไม่เลือก ซาโยะทะเลาะกับคารุตะ เลยออกจากที่นั่น และตั้งใจจะไปฆ่าตัวตาย
ระหว่างทางเธอเจอคนรู้จักสมัยเธอเป็นเกอิชา เป็นผู้หญิงจนๆ มีลูกสี่คน ในบ้านโทรมๆ ผู้หญิงคนนั้นชวนเธอมาดื่มชาที่บ้านก่อนไป นั่งคุยกันอยู่ เด็กๆก็เรียกร้องอยากกินข้าวปั้นมิโซะ ผู้หญิงคนนั้นพูดว่าเด็กๆชอบข้าวปั้นมิโซะ ถ้ายังมีข้าวกับมิโซะ พวกเราก็ไม่ต้องการอะไรอีก แต่ซาโยะรู้ ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆชอบข้าวปั้นมิโซะหรอก แต่เด็กๆเข้าใจ ว่าไม่มีอะไรอื่นให้กิน
"The kids love miso rice balls; so as long as we've got miso and rice, we don' need anything else," she laughed . But in my heart I knew that it wasn't that the children loved miso; even they realized there wasn't anything else to eat.
ซาโยะเจอคนรู้จักคนนี้แล้วเลยรู้สึกว่า คนเรามีความสุขหรือเปล่าดูกันที่ภายนอกไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้มีลูกเล็กๆสี่คน เสื้อผ้าก็โทรม บ้านก็พังๆ แต่เธอกลับมีความสุข
ซาโยะตั้งใจจะหนาวตายกลางหิมะ เธอถอดรองเท้าเดินกลางหิมะ แต่ก็เจอชายแก่คนหนึ่งมาช่วยไว้ ชายแก่คนนั้นพูดว่า เพราะคิดถึงแต่ตัวเอง ถึงได้ไม่มีความสุข ลองทำเพื่อคนอื่น จะมีความสุขขี้น กลับไปทำเพื่อคนอื่นสักปี ถ้ายังอยากฆ่าตัวตาย อีกปีนึงค่อยกลับมา ชายแก่มีวิธีช่วยให้ตายแบบไม่ทรมาน
ซาโยะกลับไปทำงานในร้านเหล้า และคอยเล่นกับเด็กๆแถวนั้น เธอแต่งเรื่องเอง เพื่อจะเล่าให้เด็กๆฟัง เป็นเรื่องของเหยี่ยวกำพร้าที่ชาวนาเก็บมาเลี้ยง เหยี่ยวที่อยากมีเพื่อนและสู้กับเหยี่ยวป่าเพื่อปกป้องแมวกับปลาในบ่อ เธอมีความสุขขึ้น คอยคิดแต่งเรื่องใหม่ๆเพื่อเล่าให้เด็กๆฟัง
เด็กๆบางคนไม่ยอมเล่นกับเธอเพราะเธอทำงานในร้านเหล้า เธออยากทำงานในโรงเรียนอนุบาล แต่เธอไม่เคยเรียนหนังสือ เลยสอบใบอนุญาติไม่ได้ เธอเลยช่วยชาวนาทำงานในไร่แทน และต่อมาก็ได้งานช่วยเพื่อนบ้านเลี้ยงเด็ก เธอดีใจที่หางานสุจริตทำได้ เธอไม่หวังอะไรมากไปกว่าสามารถเล่าเรื่องต่างๆให้รูปถ่ายของน้องชายฟังได้โดยที่ไม่รู้สึกผิดในใจ
It's a simple pleasure, I guess; but for me, being able to speak to a photograph of my little brother without the slightest sense of guilt is the greatest of all joys.
เป็นหนังสือที่จริงใจมาก ขนาดตอนเขียนเรื่องย่ออยู่นี่น้ำตายังไหล ตกใจมากตอนน้องชายเธอตาย อยู่ดีๆก็ตาย ทั้งที่เธอก็เขียนไว้ตอนแรกๆแล้วว่าที่บ้านแม่ได้เจอน้องชายที่ต่อมาฆ่าตัวตาย อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความคาดไม่ถึงอย่างมาก ก็ฉันยังตกใจขนาดนี้แล้วเธอจะตกใจสักแค่ไหน เริ่มรู้สึกเศร้าตั้งแต่น้องชายเธอตายนี่แหละ ตอนท้ายๆของเรื่อง เธอได้รู้ข่าวว่าญี่ปุ่นออกกฏหมายให้การขายประเวณีเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ซาโยะเขียนว่า เธอสงสัยว่าในบรรดาผู้ออกกฏหมาย รวมทั้งผู้หญิงในสภา มีใครเข้าใจหรือเปล่า ว่าผู้หญิงที่ไม่สามารถจะมีชีวิตรอดได้ถ้าไม่ขายตัวน่ะมีอยู่จริง
อ่านเล่มนี้แล้วคิดถึง The God of Small Things ขึ้นมา แปลกดีเหมือนกัน เพราะเล่มหลังนี่ภาษาสวยเลิศ สัญลักษณ์อุปมาอุปมัยเต็มไปหมด คงเพราะจริงใจดีเหมือนกันล่ะมั้ง ทั้งสองเล่ม
เธอเกิดช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง เริ่มเป็นเกอิชาสมัยต้นสงครามโลกครั้งที่สอง
จำความได้เธอก็เป็นคนเลี้ยงเด็กอยู่ในบ้านของคนอื่นแล้ว จำอะไรเกี่ยวกับพ่อแม่ไม่ได้เลย ตอนนั้นเธอเพิ่งหกขวบ แต่ก็ต้องทำงานทั้งวัน และจะได้กินข้าวก็ต่อเมื่อมีคนเทของเหลือใส่ชามของเธอบนพื้นครัว
วันหนึ่งน้าชายของเธอมารับกลับบ้าน เธอดีใจมากที่รู้ว่าตัวเองก็มีแม่เหมือนกัน แต่พอเจอกันจริงๆ แม่ก็ไม่ได้แยแสเธอ เธอนอนที่บ้านแค่คืนเดียว แล้วก็ออกเดินทางต่อกับน้าชาย น้าชายเล่าให้ฟังว่าเธอเป็นลูกไม่มีพ่อ น้าชายเป็นคนเลี้ยงเธอจนถึงห้าขวบ ด้วยความยากจนเลยส่งเธอไปเป็นคนเลี้ยงเด็ก
จุดหมายของการเดินทางคือโอคิยะ(บ้านเกอิชา)ในเมืองซึวะ น้าชายขายเธอให้กับโอคิยะชื่อทาเคะโนะยะ ตอนนั้นเธออายุสิบสอง เริ่มทำงานเป็นเด็กรับใช้ ถูกพี่สาวเกอิชาแกล้งบ้าง ถูกเจ้าของร้านตบบ้าง ที่ทาเคะโนะยะมีเกอิชาสี่คน คนหนึ่งดีกับเธอมาก ชื่อ คารุตะ คารุตะเริ่มเมาเหล้าและไม่ตั้งใจทำงานหลังเพื่อนเกอิชาคนหนึ่งตายเพราะโรคติดต่อทางเพศ วันหนึ่งเจ้าของร้านไม่พอใจมากและจะเอาเหล็กร้อนๆนาบเท้าเธอ ซาโยะเข้าไปขวาง เลยถูกผลักตกบันได กระดูกหัก ถูกส่งเข้าโรงพยาบาล
วันหนึ่งคารุตะมาเยี่ยม บอกว่าจะพาเธอหนีไปตายด้วยกัน แบกเธอขึ้นหลังไปยืนอยู่กลางรางรถไฟ รอรถไฟแล่นมาทับ ขณะรออยู่ ซาโยะร้องขึ้นว่าไม่อยากตาย คารุตะเลยกระโดดออกจากรางรถไฟ แล้วบอกว่า ที่พามาตายเพราะเห็นแก่ซาโยะ ถ้าซาโยะไม่อยากตาย ต่อไปเธอจะพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อซาโยะ
ซาโยะได้แผลเพิ่มตอนกระโดดออกจากรางรถไฟ ต้องย้ายโรงพยาบาล และอาจต้องตัดขาทิ้ง ซาโยะอยู่ห้องอนาถา อยู่รวมกับคนไข้อื่นหลายคน แต่ที่นี่ทุกคนใจดีกับเธออย่างที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน เธอชอบที่นี่มากขนาดไม่อยากหายเลยทีเดียว แต่คารุตะมาเยี่ยมและเสียใจที่เห็นเธออยู่ห้องอนาถา วันรุ่งขึ้นโรงพยาบาลย้ายเธอไปอยู่ห้องเดี่ยว ซาโยะเหงามากและอยากกลับไปที่เดิม เลยได้รู้ว่าคารุตะกลับไปต่อสัญญากับเจ้าของโอคิยะเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าห้องให้ซาโยะ
ออกจากโรงพยาบาล ซาโยะตั้งใจเรียนรำและซามิเซ็ง อยากเป็นเกอิชาหาเงินได้เร็วๆ จะได้ช่วยจ่ายค่าสัญญาให้คารุตะ ไม่ได้รู้เลยว่าเธอทำงานได้เท่าไหร่ รายได้เข้าร้านหมด ไม่มีเหลือให้เธอใช้เป็นส่วนตัวทางไหนทั้งนั้น
ซาโยะไม่สวย เจ้าของร้านไม่เคยนึกว่าเธอจะขายดี แต่พอเป็นเกอิชาเข้าจริงๆ เธอกลับเป็นที่นิยม ซาโยะเล่าว่า แต่งหน้ากันขนาดนั้น สวยไม่สวยจะดูออกได้อย่างไร ถ้าหน้าไม่เบี้ยว แต่งออกมาแล้วก็เหมือนกันทั้งนั้น ซาโยะเป็นที่นิยมเพราะช่างประจบพี่สาวเกอิชาคนอื่น เลยถูกเรียกไปร่วมงานเลี้ยงบ่อย
แล้วก็ได้เวลามิซึอาเกะ คือเวลานอนกับลูกค้าเป็นครั้งแรก คนที่ซื้อมิซึอาเกะของเธอเป็นเจ้าพ่อหน้าตาน่าเกลียด ผู้ชายคนนี้กลายเป็นดันนะ(ผู้อุปถัมภ์)ของเธอด้วย เจ้าของโอคิยะขายมิซึอาเกะของเธอสี่ครั้ง
พอเธออายุสิบเก้า ดันนะก็จ่ายเงินให้โอคิยะซื้อเธอออกมาเป็นภรรยาหมายเลขสาม ดันนะคนนี้มีภรรยาหมายเลขสองอยู่แล้ว เคยเป็นเกอิชามาก่อนเหมือนกัน ยังได้ไปแนะนำตัวกันด้วย ภรรยาหมายเลขสองยังช่วยแนะนำซาโยะให้ตักตวงเงินทองข้าวของเอาไว้
ซาโยะอยู่บ้านเฉยๆก็เบื่อ เลยออกไปทำงาน ผู้หญิงที่ทำงานรังเกียจว่าเธอเคยเป็นเกอิชาและตอนนี้ก็เป็นเมียน้อย ไม่พูดกับเธอเลย ที่ทำงานมีลูกชายเจ้าของโรงงานคนหนึ่งทำอยู่ด้วย ผู้ชายคนนี้เคยเป็นทหาร แต่ล้มป่วย เลยมาทำงานที่นี่ รอเวลากลับไปสนามรบอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้เป็นที่ชื่นชมของผู้หญิงหลายคนในที่ทำงาน ซาโยะอยาก seduce ผู้ชายคนนี้เพื่อแก้แค้นผู้หญิงพวกนั้น เธอแกล้งทำตัวน่าสงสาร และจริตต่างๆของเกอิชาก็คงช่วยบ้างไม่มากก็น้อย ผู้ชายคนนี้รักเธอจริงๆ ขนาดที่ว่าอยากจะแต่งงานกับเธอ จากที่แค่จะหลอกใช้ ซาโยะก็ตกหลุมรักเข้าจริงๆเหมือนกัน แต่แล้วดันนะของเธอก็รู้เรื่องเข้า ซาโยะไม่อยากให้คนรักรู้ว่าเธอเป็นเมียน้อย เลยสัญญาจะเลิกกับคนรัก บอกคนรักว่าต้องกลับไปหาแม่ที่ป่วยอยู่บ้านนอก พอเลิกกันเข้าจริงๆ ซาโยะก็เกิดไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่มีคนช่วยไว้ทัน ดันนะโกรธมาก ไล่เธอออกจากบ้าน
ซาโยะกลับบ้านเกิด พบว่าแม่เธอไม่รู้ย้ายไปไหนแล้ว แต่ได้เจอน้องชาย เธอกับน้องชายพักอยู่กับน้าสะใภ้ ซาโยะเพิ่งได้รู้ว่าชีวิตเกอิชาสบายเรื่องอาหารการกินขนาดไหน ออกมาแล้วเธอถึงได้รู้ว่าชาวบ้านมีกินก็แค่หัวมันเท่านั้น และก็ไม่มีเกลืออีกด้วย อาหารพิเศษก็เป็นแค่หัวไชเท้าดองน้ำส้ม
งานที่บ้านนอกลำบากจนเธอล้มป่วยลง ตอนที่เธอนอนป่วยอยู่นั้น น้องชายต้มข้าวต้มจากข้าวขาวมาให้ เป็นข้าวที่น้องชายเธอแอบเก็บไว้วันละเล็กละน้อย ตอนที่ล้างข้าวและหุงข้าวให้กับบ้านที่แม่เอาไปทิ้งไว้ เพราะจำได้ว่าแม่เคยบ่นว่าไม่มีข้าวขาวกินเลย เลยอยากเก็บไว้ให้แม่ เผื่อวันที่แม่กลับมา
น้องชายยังงมเศษเหล็กจากก้นแม่น้ำไปขายหาเงินซื้อสมุนไพรมาต้มให้เธอดื่ม และเดินหาก้นบุหรี่มาให้เธอสูบด้วย
พอหายป่วย เธอพาน้องชายไปชิบะ ไปหาคารุตะ คารุตะเปิดร้านอาหารอยู่ ดันนะของคารุตะแนะนำดันนะให้ซาโยะ เธอกับน้องชายพักอยู่บนร้านของคารุตะ
หนึ่งอาทิตย์ก่อนสงครามจบ ระเบิดลงไฟไหม้ร้าน คารุตะย้ายไปและชวนเธอไปอยู่ด้วยกัน แต่ซาโยะไม่อยากเป็นภาระ เลยขอให้ดันนะซื้อที่ตรงนั้นให้เธอ ไม่นาน ดันนะก็ตาย เธอไปทำงานในร้านอาหาร หาเงินส่งน้องชายเรียนหนังสือ ระหว่างนั้นมีผู้ชายสองคนขอเธอแต่งงาน แต่เพราะอดีตของเธอ เธอเลยบอกปัดไปทั้งคู่ หนึ่งในนั้นเป็นลูกชายเจ้าของร้านอาหาร เธอบอกปัดไปด้วยการไม่ไปทำงานที่ร้านนั้นอีก
เธอคิดจะไปเป็นโสเภณีให้ทหารอเมริกัน แต่น้องชายเธอบอกว่า ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ น้องชายจะเลิกเรียน แล้วมาออกมาช่วยกันทำงานหาเงินดีกว่า เธอเลยไปซื้ออาหารที่บ้านนอกมาขายในเมืองแทน เป็นอาชีพที่ลำบาก ต้องนอนข้างถนนทั้งคืนเพื่อรอซื้อตั๋วรถไฟ น้องชายเธอรับหน้าที่นอนข้างถนนซื้อตั๋วรถไฟให้เธอ
วันหนึ่งเธอตกรถไฟ ต้องนอนค้างที่โรงแรมกับผู้ชายอาชีพเดียวกันคนหนึ่ง เธอระแวงว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหม ผู้ชายคนนั้นเลยเล่าว่า เขาเคยเป็นทหารที่เมืองจีน เคยข่มขืนผู้หญิงจีน และกลัวว่าเธอจะร้องเรียน เลยฆ่าเธอซะ ลูกน้องคนหนึ่งภักดีกับเขามาก ตอนฐานทัพถูกระเบิดและไม่มีอะไรกิน ลูกน้องคนนี้หาอะไรได้ก็เอามาให้เขากินก่อน และเอาตัวช่วยบังระเบิดให้เขารอดตายมาได้ในที่สุด ลูกน้องตายเพื่อเขา แต่เขาไม่มีอะไรจะระลึกถึงลูกน้องคนนั้นเลย เขาตั้งใจจะกลับตัว เลิกเหล้าเลิกผู้หญิง
จากนั้นมาซาโยะเลยร่วมทางไปซื้ออาหารที่บ้านนอกกับผู้ชายคนนี้ แต่แล้วก็มีกฏหมายห้ามซื้อขายแบบนี้ ซาโยะเลยไปขายสบู่ที่ย่านคนเกาหลีแทน ผู้ใหญ่คนเกาหลีเอ็นดูเธอมาก มีนักเลงญี่ปุ่นมาหาเรื่องเพราะนึกว่าเธอเป็นเมียน้อยคนเกาหลี แต่เธอก็ก้มกราบอธิบาย ว่าทำเพื่อน้องชาย เธอตั้งใจว่า ถึงที่สุด อย่างมากก็แค่ยอมเป็นเมียน้อยนักเลง แต่นักเลงคนนั้นเห็นใจเธอ เลิกหาเรื่องและรับเธอเป็นพวก
น้องชายเรียนจบ เอาสบู่ไปขายบ้านนอกกับเธอ แลกเป็นผักเป็นข้าวมาขายในเมือง แต่อยู่ๆน้องชายเธอก็ป่วยหนัก เป็นวัณโรค เธอตกใจมาก ไปอยู่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนน้องชายจนเงินหมด เธอไม่รู้จะหาค่าเพนนิซิลลินจากไหน เลยไปขายตัว แล้วหลอกน้องชายว่าผู้ใหญ่คนเกาหลีให้ยืมเงินมา แต่น้องชายเธอก็รู้
น้องชายเธอกระโดดลงมาจากหลังคาโรงพยาบาล ฆ่าตัวตาย และทิ้งจดหมายไว้ ว่ารู้ว่าตัวเองคงไม่หาย พ่อก็ตายด้วยโรคนี้ ไม่อยากให้พี่สาวต้องลำบาก อยากให้มีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้
เธอไม่อยากรับรู้อะไรเลย ไม่กินไม่นอน ผู้ใหญ่คนเกาหลีรับเธอไปอยู่ด้วยกัน บอกว่าให้มาเป็นลูกบ้านนี้ ภรรยาเจ้าของบ้านบอกเธอว่า ถ้าซาโยะไม่กิน แม่ก็ไม่กินเหมือนกัน จะกินไม่กินก็ตามใจ
เธอเริ่มกินข้าว เริ่มดีขึ้น เธอกลับบ้านเกิดเอากระดูกน้องชายไปฝังรวมกับพ่อ เธอไปร้องเพลงกล่อมเด็กที่หลุมศพน้องชายทุกวัน ทดแทนให้น้องชายที่ถูกแม่ทิ้ง วันฝนตกแดดออกเธอก็ไปทั้งนั้น
เริ่มเข้าปีใหม่ อากาศหนาวมาก เธอไม่สบาย เลยแวะกลับไปซึวะ ที่นั่นเธอได้เจอคนรักเก่า ได้รู้ว่าคนรักเก่าตามหาเธออยู่นานมาก ตามเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยแต่งงานมีลูกไปแล้ว
คนรักเก่าหาบ้านให้เธออยู่ และแทบจะมากินมานอนกับเธอเลย ไปธุระต่างเมืองด้วยกัน ไปเยี่ยมหลุมศพน้องชายด้วยกัน และให้เธอหัดอ่านเขียน
คนรักเธอทำงานให้อำเภอ คนซุบซิบนินทากันทั่วว่ามีเมียน้อยเป็นเกอิชา วันหนึ่งภรรยาของคนรักมาหาซาโยะถึงบ้าน ขอร้องให้ซาโยะเลิกกับสามีชั่วคราว เพราะถึงเวลาเลือกตั้งแล้ว ถ้าสามียังอยู่กับเมียน้อย ใครๆก็คงไม่เลือกสามีกลับเข้าทำงาน ภรรยาบอกซาโยะว่า พอเลือกตั้งแล้ว ถ้าความสุขของสามีคือซาโยะ ไม่ใช่ภรรยา เธอกับลูกจะไปเอง
ซาโยะไม่อยากให้เด็กถูกพ่อทิ้ง เลยไปเอง เธอไปหาคารุตะ เมาเหล้าทุกวันและนอนกับผู้ชายไม่เลือก ซาโยะทะเลาะกับคารุตะ เลยออกจากที่นั่น และตั้งใจจะไปฆ่าตัวตาย
ระหว่างทางเธอเจอคนรู้จักสมัยเธอเป็นเกอิชา เป็นผู้หญิงจนๆ มีลูกสี่คน ในบ้านโทรมๆ ผู้หญิงคนนั้นชวนเธอมาดื่มชาที่บ้านก่อนไป นั่งคุยกันอยู่ เด็กๆก็เรียกร้องอยากกินข้าวปั้นมิโซะ ผู้หญิงคนนั้นพูดว่าเด็กๆชอบข้าวปั้นมิโซะ ถ้ายังมีข้าวกับมิโซะ พวกเราก็ไม่ต้องการอะไรอีก แต่ซาโยะรู้ ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆชอบข้าวปั้นมิโซะหรอก แต่เด็กๆเข้าใจ ว่าไม่มีอะไรอื่นให้กิน
"The kids love miso rice balls; so as long as we've got miso and rice, we don' need anything else," she laughed . But in my heart I knew that it wasn't that the children loved miso; even they realized there wasn't anything else to eat.
ซาโยะเจอคนรู้จักคนนี้แล้วเลยรู้สึกว่า คนเรามีความสุขหรือเปล่าดูกันที่ภายนอกไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้มีลูกเล็กๆสี่คน เสื้อผ้าก็โทรม บ้านก็พังๆ แต่เธอกลับมีความสุข
ซาโยะตั้งใจจะหนาวตายกลางหิมะ เธอถอดรองเท้าเดินกลางหิมะ แต่ก็เจอชายแก่คนหนึ่งมาช่วยไว้ ชายแก่คนนั้นพูดว่า เพราะคิดถึงแต่ตัวเอง ถึงได้ไม่มีความสุข ลองทำเพื่อคนอื่น จะมีความสุขขี้น กลับไปทำเพื่อคนอื่นสักปี ถ้ายังอยากฆ่าตัวตาย อีกปีนึงค่อยกลับมา ชายแก่มีวิธีช่วยให้ตายแบบไม่ทรมาน
ซาโยะกลับไปทำงานในร้านเหล้า และคอยเล่นกับเด็กๆแถวนั้น เธอแต่งเรื่องเอง เพื่อจะเล่าให้เด็กๆฟัง เป็นเรื่องของเหยี่ยวกำพร้าที่ชาวนาเก็บมาเลี้ยง เหยี่ยวที่อยากมีเพื่อนและสู้กับเหยี่ยวป่าเพื่อปกป้องแมวกับปลาในบ่อ เธอมีความสุขขึ้น คอยคิดแต่งเรื่องใหม่ๆเพื่อเล่าให้เด็กๆฟัง
เด็กๆบางคนไม่ยอมเล่นกับเธอเพราะเธอทำงานในร้านเหล้า เธออยากทำงานในโรงเรียนอนุบาล แต่เธอไม่เคยเรียนหนังสือ เลยสอบใบอนุญาติไม่ได้ เธอเลยช่วยชาวนาทำงานในไร่แทน และต่อมาก็ได้งานช่วยเพื่อนบ้านเลี้ยงเด็ก เธอดีใจที่หางานสุจริตทำได้ เธอไม่หวังอะไรมากไปกว่าสามารถเล่าเรื่องต่างๆให้รูปถ่ายของน้องชายฟังได้โดยที่ไม่รู้สึกผิดในใจ
It's a simple pleasure, I guess; but for me, being able to speak to a photograph of my little brother without the slightest sense of guilt is the greatest of all joys.
เป็นหนังสือที่จริงใจมาก ขนาดตอนเขียนเรื่องย่ออยู่นี่น้ำตายังไหล ตกใจมากตอนน้องชายเธอตาย อยู่ดีๆก็ตาย ทั้งที่เธอก็เขียนไว้ตอนแรกๆแล้วว่าที่บ้านแม่ได้เจอน้องชายที่ต่อมาฆ่าตัวตาย อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความคาดไม่ถึงอย่างมาก ก็ฉันยังตกใจขนาดนี้แล้วเธอจะตกใจสักแค่ไหน เริ่มรู้สึกเศร้าตั้งแต่น้องชายเธอตายนี่แหละ ตอนท้ายๆของเรื่อง เธอได้รู้ข่าวว่าญี่ปุ่นออกกฏหมายให้การขายประเวณีเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ซาโยะเขียนว่า เธอสงสัยว่าในบรรดาผู้ออกกฏหมาย รวมทั้งผู้หญิงในสภา มีใครเข้าใจหรือเปล่า ว่าผู้หญิงที่ไม่สามารถจะมีชีวิตรอดได้ถ้าไม่ขายตัวน่ะมีอยู่จริง
อ่านเล่มนี้แล้วคิดถึง The God of Small Things ขึ้นมา แปลกดีเหมือนกัน เพราะเล่มหลังนี่ภาษาสวยเลิศ สัญลักษณ์อุปมาอุปมัยเต็มไปหมด คงเพราะจริงใจดีเหมือนกันล่ะมั้ง ทั้งสองเล่ม
ความจริงไม่อยากให้เรื่องราวอันโหดร้ายนี้เกิดขึ้นกับใครก็ตาม แต่ความเป็นจริงคงไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ทุกคนจะมีความสุข ทำให้รู้ได้เลยว่าหากลองเทียบกับความทุกข์ของคนอื่นแล้วความทุกข์ที่เรามีมันเล็กน้อยมากๆ แม้ว่าผมไม่อยากเปรียบเทียบอย่างนั้นก็ตาม เพราะชีวิตทุกชีวิตก็มีอิรสะและเสรีที่จะใช้ เขาหรือเราไม่ได้ต้อยต่ำกว่ากันในฐานะเพื่อนมนุษย์
... แต่มันก็คือ ความจริง
#1 By ใบไม้นักเขียน on 2008-03-16 20:53