Middlesex and Intersex: ผู้หญิงเป็นเกย์ ผู้ชายเป็นเลสเบี้ยน
posted on 22 Mar 2008 14:00 by chocolatencashmere in Booksวันนี้วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวันหยุด เลยได้ไปเจอน้องคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอนานเหลือเกินแล้ว แปลกดีเหมือนกัน เราเป็นสองคนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ข้อร่วมเดียวคือมีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน
แต่ก็นั่งคุยกันได้อย่างเมามัน แถมยังไปโบสถ์ด้วยกันอีกด้วย
คุยกันถึงหนังสือเรื่อง Middlesex โดย Jeffrey Eugenides หนังสือเล่มที่เปิดมาว่า I was born twice: first, as a baby girl, on a remarkable smogless Detroit day in January of 1960; and then again, as a teenage boy, in an emergency room near Petoskey, Michigan, in August of 1974.
ฉันถือกำเนิดสองครั้ง ครั้งแรกเป็นทารกเพศหญิง ในวันที่ไร้ฝุ่นควันอย่างประหลาดในดีทรอยต์ มกราคม หนึ่งเก้าหกศูนย์ และอีกครั้ง เป็นเด็กวัยรุ่นเพศชาย ในห้องฉุกเฉินแถบ Petoskey มิชิแกน สิงหาคม 1974
หนังสือเล่มที่อยู่ใน Oprah's Book Club เลยมี Oprah โชว์หนึ่งที่พูดถึง Intersex movement
อันว่ากระบวนการเรียกร้องสิทธิเกย์(และเลสเบี้ยน)นั้นยังเป็นเรื่องปัจจุบันก็จริง แต่กระบวนการเรียกร้องสิทธิให้ Intersex ก็ไล่ตามมาติดๆด้วยเรื่องราวมีสีสันชนิดที่ฟังแล้วกระบวนการเรียกร้องสิทธิเกย์ฟังดู traditional ไปเลยเมื่อเทียบกัน
Sex is biological. Gender is cultural. เป็นสารสำคัญของโชว์ที่ว่า
จะเกิดมาเป็นเพศอะไร จะมีโครโมโซมแบบไหน ไม่เกี่ยวกับว่าอยากมีชีวิตในฐานะของเพศอะไร
เลยมีเด็กที่เกิดเป็นผู้หญิง แต่ตัดสินใจจะเป็นผู้ชายเมื่อโตแล้ว และชอบผู้ชาย พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น คือเป็นเด็กผู้หญิงที่กลายเป็นเกย์
ในทางกลับกัน ก็มีผู้ชาย เป็นผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์ ที่ส่งอีเมล์ไปทั่วบริษัท ว่าหลังปีใหม่นี้จะใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิง ทำศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงรูปหน้า ฉีดฮอร์โมนเพศหญิง แต่ไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศ คนที่ว่านี้มีภรรยาและลูกแล้ว หลังเป็นผู้หญิง เธอก็ไม่ได้หย่ากับภรรยาแต่อย่างใด และก็ไม่ได้ชอบผู้ชาย ยืนยันว่ายังรักภรรยาอยู่ แบบนี้เรียกว่าเลสเบี้ยนหรือเปล่า
ที่ใหม่มากคือ เพิ่งจะรู้ ว่าเกิดมาเป็นผู้หญิง ชอบผู้ชาย ก็ไม่ได้แปลว่าอยากเป็นผู้หญิงเสมอไป บางคนก็อาจจะอยากชอบผู้ชายในฐานะของผู้ชาย เอ๊ะ หรือว่าแค่อยากเป็นผู้ชาย แต่ด้วยความที่ชอบผู้ชาย ผลพลอยได้เลยกลายเป็นว่าอยากเป็นเกย์
เทียบกันแล้วเรื่องที่เล่าใน Middlesex ก็เลยอาจจะไม่ค่อยประหลาด ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กที่เกิดมามีโครโมโซมเอ็กซ์วาย แต่มียีนด้อยที่ทำให้ฮอร์โมนบางตัวไม่ทำงานตอนยังอยู่ในครรภ์ ดูเผินๆแล้ว เลยเหมือนเด็กผู้หญิง
ตัวเอกเป็นเฮอร์มาโฟรไดต์ก็จริง แต่เรื่องก็ไม่ได้เน้นมากในข้อนี้ เพราะกว่าปัญหาจะเกิด ก็ต้องรอให้ตัวเอกโตระดับหนึ่งก่อน โตพอที่เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายเริ่มดูแตกต่างจากกันอย่างชัดเจน
เป็นเรื่องที่มุมมองน่าสนใจ เล่าจากมุมมองของบุคคลที่หนึ่ง แต่เป็นบุคคลที่หนึ่งที่รู้ทุกอย่าง อ้าง Theory of Preformation ทฤษฎีที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีอยู่มาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างโลกแล้ว อยู่แบบตัวเล็กๆ ในที่เฉพาะ All of humankind had existed in miniature since Creation. เพราะฉะนั้นตัวเอกก็เลยรู้ทุกอย่างก่อนตัวเองเกิด
เรื่องย่อ สปอยล์พอสมควร
เรื่องเริ่มตั้งแต่รุ่นปู่ย่าของตัวเอกยังหนุ่มสาว เพราะยีนด้อยที่ว่านี้มีโอกาสแสดงตัวชัดก็เมื่อมีการแต่งงานกันเองในหมู่ญาติ เรื่องเลยเล่าถึงการเดินทางของยีนด้อยที่ว่าในบรรพบุรุษของตัวเอก
ปู่ย่าของตัวเอกมาจากกรีก ในหมู่บ้านเล็กๆ คนทั้งหมู่บ้านแทบจะเกี่ยวดองเป็นญาติกันหมด (อย่างนี้หรือเปล่านะ คนจีนถึงไม่ให้แต่งงานในหมู่บ้านเดียวกัน) ปู่ย่าของตัวเอกเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน
ตุรกีบุกกรีกช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง ปู่ย่าอพยพมาอเมริกา ที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องกัน แกล้งทำเป็นไม่รู้จักกันตอนขึ้นเรืออพยพ จีบกัน และแต่งงานกันบนเรือ
ปู่ย่ามีลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่อเมริกา ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ถูกส่งมาแต่งงานที่นี่เพราะถูกจับได้ว่าเป็นเลสเบี้ยนในหมู่บ้าน พ่อแม่เลยส่งมาใส่ตะกร้าล้างน้ำที่อเมริกา ลูกพี่ลูกน้องเป็นคนเดียวที่รู้ว่าปู่ย่าเป็นพี่น้องกัน ปู่ย่าพักอยู่กับลูกพี่ลูกน้องคนนี้
ผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมักจะมีประจำเดือนพร้อมกัน วันหนึ่งทั้งสองคู่ไปดูละคร Minotaur เวอร์ชันอเมริกัน ตัวแสดงนุ่งน้อยห่มน้อย คืนนั้นทั้งสองคู่มีเซ็กส์ (ต่างคู่ต่างมีโดยไม่ได้นัดหมาย) และตั้งท้องพร้อมกัน
เด็กที่เกิดมา เป็นผู้หญิงคน ผู้ชายคน เป็นลูกพี่ลูกน้องร่วมทวดของกันและกัน สองคนนี้กลายเป็นพ่อแม่ของตัวเอก
พ่อแม่มีลูกชายเป็นลูกคนโต ทั้งคู่อยากได้ลูกสาว เลยพยายามทำตามคำแนะนำเพื่อให้ลูกคนต่อไปเป็นลูกสาว
เด็กที่เกิดมา คือตัวเอก ดูแล้วเหมือนเด็กผู้หญิงจริง เป็นอันว่าพ่อแม่สมหวัง
ตอนเด็กๆ ตัวเอกหน้าตาดีมาก แต่เริ่มหน้าตาแย่ลงเรื่อยๆเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ตัวเอกเล่าว่า มีคนกรีกสองแบบ แบบอพอลโล กับแบบไดโอนีซุส เธอเกิดมาเป็นอพอลโล แต่โตเป็นไดโอนีซุส
ช่วงมอต้น ศาลตัดสินให้ทุกโรงเรียนในดีทรอยท์มีทั้งคนขาวและคนดำในอัตราส่วนหนึ่ง บ้านตัวเอกอยู่ชานเมืองก็จริง แต่ในดีทรอยท์มีคนขาวไม่พอ ศาลให้รถบัสรับเด็กผิวขาวจากชานเมืองเข้าไปเรียนในดีทรอยท์ด้วย
พ่อของตัวเอก ที่อุตส่าห์ย้ายบ้านมาชานเมืองหลังเกิดจลาจลในดีทรอยท์ ร้านอาหารของบ้านถูกคนดำเผา ไม่ยอมให้ตัวเอกไปเรียนที่ดีทรอยท์ ย้ายลูกสาวไปเรียนโรงเรียนเอกชนหญิงล้วน
ที่นั่นตัวเอกได้เจอเด็กผู้หญิงหน้าตางดงามคนหนึ่ง และตกหลุมรัก ตัวเอกยังไม่รู้ว่าตัวเองมีโครโมโซมเอ็กซ์วาย แต่เข้าใจว่าตัวเองประหลาด ไม่มีประจำเดือน และไม่มีหน้าอก
เจอกันในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ มีโอกาสสนิทกันตอนเล่นละครโรงเรียน บังเอิญเหลือเกินที่ตัวเอกได้เล่นเป็น Tiresias ผู้พยากรณ์ชายที่เคยเป็นผู้หญิงอยู่เจ็ดปี
สองคนสนิทกันมาก ตัวเอกไปพักร้อนกับบ้านของเพื่อนรัก ที่นั่นตัวเอกมีอะไรกับพี่ชายของเพื่อนรัก และเพื่อนรักเกิดรู้ใจตัวเองขึ้นมาว่าชอบตัวเอกแบบไหน สองคนเริ่มสนิทสนมกันทางกาย
วันหนึ่งพี่ชายเดินมาเห็นเข้า ทะเลาะกัน ตัวเอกวิ่งหนีไปโดนรถชน ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ที่นั่นหมอพบว่าตัวเอกไม่ใช่ผู้หญิง
ที่สุด ตัวเอกถูกส่งไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องเพศในสมัยนั้น Dr.Luce แพทย์คนที่ว่า สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าการเลี้ยงดูมีส่วนสำคัญกว่ายีน Dr.Luce ตัดสินว่าตัวเอกควรจะเข้ารับการผ่าตัด และเสริมฮอร์โมน เพื่อให้มีชีวิตต่อไปในฐานะผู้หญิง Dr.Luce ไม่ได้บอกทั้งตัวเอกและพ่อแม่ว่าตัวเอกมีโครโมโซมเอ็กซ์วาย
ตัวเอกรู้ว่าพ่อแม่อยากได้ลูกสาว อยากให้เป็นลูกสาวต่อ เลยตั้งใจจะรับการรักษา
แต่ตัวเอกอ่านเจอเอกสารที่ Dr.Luce ทิ้งไว้แล้วออกไปทำธุระ ในเอกสาร ตัวเอกพบว่าตัวเองเป็นผู้ชายโดยทางยีน และผลจากการผ่าตัดอาจทำให้ตัวเอกหมดความรู้สึกทางเพศ
ตัวเอกหนีออกจากบ้าน ไปซานฟรานซิสโก ตัดผมทิ้ง แต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย ไปอยู่รวมกับเด็กหนีออกจากบ้านเหมือนๆกันในสวนสาธารณะ วันหนึ่งถูกพวกจรจัดปล้น ในกระเป๋าเงินมีรูปถ่ายตอนเป็นผู้หญิง พวกที่ปล้นเลยซ้อมซะ ในฐานะที่เป็นของประหลาด
ตัวเอกเลยไปทำงานในไนท์คลับที่เปิดโชว์ความเป็นเฮอร์มาโฟรไดท์ของตัวเอก วันหนึ่งตำรวจบุกจับ ตัวเอกถูกส่งกลับบ้าน
กลับมาหาแม่ แล้วก็พบว่าเรื่องไม่ได้ยากอย่างที่คิด แม่อยากมีลูกสาว ตัวเอกก็ยังเป็นลูกสาวอยู่ ในความหมายที่ว่า เป็นลูกที่โทรหาแม่ทุกอาทิตย์ คุยกับแม่ เป็นลูกที่จะดูแลแม่เมื่อแม่แก่
เป็นเรื่องที่ภาษาสวย และก็น่าสนใจ นางเอกพูดถึงอาจารย์สอนภาษาอังกฤษว่า พูดจามองเห็นเป็นย่อหน้าเลย เหมือนจะมองเห็นได้ ว่ามี dashes กับ commas ตรงไหนบ้าง และถ้าฟังดีๆก็อาจจะเห็น colons กับ semicolons ด้วย
Normality wasn't normal. It couldn't be. If normality were normal, everybody would leave it alone. They could sit back and let normality manifest itself. But people-and especially doctors-had doubts about normality. They weren't sure normality was up to the job. And so they felt inclined to give it a boost.
พูดถึงตอนที่ Dr.Luce บอกว่าจะรักษาให้เป็นปกติ ก็ถ้าปกติคือปกติแล้วล่ะก็ ทำไมปกติถึงไม่ใช่สภาพที่ไม่มีใครทำอะไร ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปจัดแจงล่ะ
เป็นเรื่องที่ตัวละครมีความประหลาดที่น่ารักเยอะ เช่นตอนญี่ปุ่นระเบิดเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย่าของตัวเอก ยังจำได้อยู่ว่าตอนอพยพจากกรีก มีแค่ญี่ปุ่นที่ส่งเรือไปช่วยอพยพ เลยช่วยแก้แทนให้ว่า อเมริกาใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงยังต้องการเกาะเล็กๆอย่างเพิร์ลฮาร์เบอร์อีก
อีกตอนหนึ่งที่อ่านแล้วคล้อยตามอย่างยิ่งคือเรื่องห้องน้ำ ถึงจะไม่รู้ว่าห้องน้ำผู้ชายสกปรกกว่าจริงหรือเปล่า แต่ก็อ่านดูแล้วมีเหตุผลอยู่
สมัยเป็นเด็กผู้หญิงประหลาด ไม่มีหน้าอก ไม่มีประจำเดือน ตัวเอกชอบเข้าไปหลบในห้องน้ำ ห้องน้ำที่โรงเรียน สร้างสมัยก่อนสงคราม กว้างขวางและลาดหินอ่อน
แต่พอเป็นผู้ชาย ก็ได้รู้ว่าห้องน้ำผู้ชายสกปรก ไม่มีวันจะเป็นที่หลบภัยได้อย่างที่ห้องน้ำผู้หญิงเคยเป็น
Girls' bathroom at her private school was a sanctuary. The way men's bathroom, dirty, never can be.
เป็นหนังสือที่ว่าจะอ่านตั้งนานแล้ว ในที่สุดก็ได้อ่านซักที หนังสือหนากว่าค่าเฉลี่ยนิยายทั่วไป แต่ถึงยาวกว่านี้ก็ยังอ่านได้อยู่ เป็นเรื่องที่เล่าได้น่าสนใจมาก
อ่านแล้วยิ่งสงสัยว่าเราเป็นมิดเดิลเซ็กซ์หรือไบกันแน่
ต้องดูกันต่อไป
#1 By Jasmine✿Lala~ on 2008-03-23 10:15