China Dolls เป็นอาหมวยแล้วผิดตรงไหน
posted on 19 May 2008 18:58 by chocolatencashmere in Booksเมื่อเช้าไปไม่ทันโยคะรอบสิบโมง สายไปห้านาที ไม่อยากเข้าไปในคลาสที่เริ่มไปแล้ว เลยไปนั่งรอรอบต่อไปตอนสองโมงครึ่งที่เซ็นทรัลชิดลม
ตั้งสี่ฃั่วโมงกว่า ไม่รู้จะทำอะไร หนังสือก็ไม่ได้หยิบติดมือไปจากบ้าน เลยเดินขึ้นไปบีทูเอส
ปกติพยายามหลีกเลี่ยงสตาร์บัคส์ เพราะไม่เข้าใจว่าถ้าจะกินอะไรแมสมาร์เก็ต ทำไมต้องจ่ายแพงขนาดนี้ (อย่างน้อยก็แพงในเมืองไทย)
แต่วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ เลยหยิบหนังสือมาสามเล่ม แล้วสั่งน้ำชาที่สตาร์บัคส์มาจะได้มีที่นั่งอ่านหนังสือ
อ่านจบไปสองเล่ม Nine Lives กับ China Dolls
เล่มแรกเคยคิดว่าจะซื้อ เพราะเห็นหลายคนบอกว่าดี แต่พอได้เห็นเล่มจริงเปิดมามีภาพเต็มไปหมด เลยเลิกล้มความตั้งใจ ไม่ได้ชอบดูภาพขนาดนั้น
วันนี้ได้โอกาสอ่าน จบภายในยี่สิบนาที คิดถูกแล้วที่ไม่ได้ซื้อมา อ่านจบเร็วขนาดนี้อ่านที่ร้านเอาแหละดีแล้ว
ก็ประทับใจว่ารูปวาดน่าสนใจดีอยู่เหมือนกัน เนื้อเรื่องแบบนี้ก็คงมีคนชอบอยู่
ตอนอ่านเรื่องสุดท้าย ที่แมวคู่รักสองตัวพยายามไปเจอกันที่เมืองหนึ่งทางทิศตะวันออก แล้วพูดอะไรประมาณว่า ชีวิตที่ไม่มีรักจะมีความหมายอะไรเล่า
โอ้ นั่งดื่มน้ำชาอยู่เกือบสำลัก ก็เขียนได้ดีแหละนะ ในสถานการณ์แบบนี้ แถมยังเป็นโลกแฟนตาซี จะพูดอะไรน้ำเน่าแค่ไหนก็ยังพออภัยได้ พูดถึงกรณีทั่วไปน่ะนะ แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบ
(นอกเรื่องเล็กน้อย ชอบบทพูดธิดาเทพในละครเกาหลีช่องสามมากเลย ที่สั่งคนรักว่า เมื่อพระเอกกลับมา เจ้าจงรีบไปฆ่าทันที คนรักอึ้งไปเล็กน้อย แล้วถามว่า ถ้าถึงเวลาเจ้าจะฆ่าข้าด้วยหรือเปล่า
ธิดาเทพตอบว่าอะไรจำไม่ได้ แต่คนรักตอบกลับว่าเมื่อถึงเวลา ขอให้เจ้าลงมือฆ่าข้าด้วยตัวเอง
โอ้ ต้องอย่างนี้สิคะ ดูหลงรักหัวปักหัวปำ แต่ก็ยังมีสติพอที่จะรู้ว่าอาจต้องตายด้วยมือเธอ)
อีกเล่ม China Dolls หยิบมาอ่านเพราะเห็นบนปกเขียนคำว่า The Nanny Diaries นึกว่าคนเขียนคู่เดียวกัน ความจริงแล้วเป็นแค่คำนิยมจากคนเขียน The Nanny Diaries บนหน้าปก
แต่อ่านดูแล้วก็ใช้ได้ เป็นเรื่องของผู้หญิงสามคนในนิวยอร์กที่พ่อแม่ของแต่ละคนอพยพมาจากเมืองจีนหรือฮ่องกง ออกแนว chick lit ไม่จริงจังเหมือนสาวจีนของ Amy Tan
ผู้หญิงสามคนในเรื่องสนิทกันมากมาตั้งแต่เด็กๆ โตแล้วมีคนหนึ่งเป็นทนาย คนหนึ่งเป็นโบรกเกอร์ อีกคนเป็นนักข่าวกีฬา
เป็นผู้หญิงจีนในนิวยอร์กไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องจริงที่ฝรั่งบางคนหลงไป ว่าผู้หญิงเอเชียเดินตามผู้ชายสามก้าว ปรนนิบัติพัดวีสามีไม่มีขาดตกบกพร่อง ในเรื่องนี้ตัวเอกทั้งสามคนก็เลยต้องเจอปัญหานี้บ้างไม่มากก็น้อย
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือความวัตถุนิยมของคนจีนในอเมริกา อย่างที่ทราบ พ่อแม่คนจีนนั้นเลี้ยงลูกมาโดยหวังว่าถ้าไม่เป็นหมอก็ขอให้เป็นทนาย จะได้มีเงินเดือนสูงๆ ไม่ค่อยปล่อยให้ลูกมีความฝัน ประเภทอยากเป็นดาราบรอดเวย์เลยรับจ็อบล้างจานไปตระเวนออดิชันไปจนเกินสามสิบ
ตอนหนึ่งในเรื่อง หนึ่งในบรรดานางเอกพูดว่า วัตถุนิยมแล้วผิดตรงไหน ก็ตอนที่พ่อแม่เธอมานิวยอร์กช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ปากกัดตีนถีบกันขนาดไหนกว่าจะมีวันนี้ จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องของการปรับตัว พ่อแม่เธอปรับตัวเข้ากับระบบทุนนิยมในอเมริกาได้ดีมาก เกือบจะดีเกินไป บทสนทนาเวลารวมญาติเลยกลายเป็นว่าลูกใครได้เงินเดือนเท่าไหร่แล้วเป็นหัวข้อหลักไปอย่างช่วยไม่ได้
โดยประสบการณ์ตรง คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่เคยเจอมากล้าพูดเรื่องเงินมาก ถ้าใส่เสื้อตัวใหม่หรือถือกระเป๋าใบใหม่ไปให้เห็น คำถามประจำคือซื้อมาเท่าไหร่ ก็แปลกดีเหมือนกัน รู้สึกว่าถ้าเป็นคนชาติอื่นถามคำถามเดียวกัน จะต้องมีอารัมภบทมากกว่านี้
นึกถึงบทสนทนาหนึ่งที่เคยได้ยิน เข้าใจว่าเป็นคนจีนทั้งคู่ที่คุยกัน แต่ทำไมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นได้ว่าเกิดที่อเมริกา
คนหนึ่งพูดว่า ใครๆก็หาว่าคนจีนชอบของฟรี
อีกคนหนึ่งตอบว่า แล้วผิดตรงไหน
อืม ก็จริง แล้วผิดตรงไหน ของฟรีใครๆก็คงชอบทั้งนั้น คนจีนอาจจะต่างออกไปตรงที่ไม่ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนล่ะมั้ง
ก็อย่างที่เพื่อนคนจีนฉันพูด "อยากได้ต้องแย่ง" จะมาสงวนท่าทีอยู่ไม่ได้
'block cool!'
#1 By BOB_SPOKESMAN OF BROKU on 2008-05-19 19:42