เธอจะฟังมันยังไงเรื่องของเธอ
posted on 08 Nov 2007 18:10 by chocolatencashmere in Books, NYCจำได้ว่านิยายเรื่องผ้าทอง ของ ว.วินิจฉัยกุล ฉบับพิมพ์ครั้งแรกมีบทนำหรือบทตามไม่ทราบ อธิบายว่าเหตุใดผู้เขียนถึงเขียนเช่นนี้และรวมไปถึงสัญลักษณ์บางอย่างในหนังสือ (ที่ต้องขยายว่าฉบับพิมพ์ครั้งแรกเพราะไม่รู้ว่าฉบับอื่นมีเหมือนกันหรือเปล่า ไม่ได้ตั้งใจจะตอกย้ำอายุตัวเองแต่อย่างใด)
คงเป็นเรื่องแปลกใหม่พอควรในสมัยนั้น เพราะมีบทวิจารณ์ในนิตยสารเล่มหนึ่ง วิจารณ์เรื่องผ้าทองว่า ผู้เขียนไม่ควรยัดเยียดความคิดให้ผู้อ่าน ผู้อ่านควรจะได้มีโอกาสตีความตัวนิยายเอง โดยไม่ต้องผ่านการชี้นำจากผู้เขียน
ฉันเชื่อว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนอ่าน ว่าอยากได้การชี้นำจากคนเขียนมากแค่ไหน ถ้าไม่อยากได้ก็อย่าอ่านคำขยายก็สิ้นเรื่องกัน และฉันเชื่อว่าถึงงานศิลปะที่มาพร้อมคำแนะนำว่าควรจะคิดยังไงอาจจะน่ารำคาญไปบ้าง ยังไงยังไงก็ดีกว่างานที่ดูแล้วไม่เข้าใจ ว่าจะให้ฉันรู้สึกอะไร ฉันควรจะคิดอะไรเมื่อเห็นงานชิ้นนี้
ถ้าเป็นหนังสือล่ะก็ ตัวอย่างนึงที่นึกออกตอนนี้ คือ The Interpreter of Maladies ชื่อของเรื่องสั้นที่ใช้เป็นชื่อของหนังสือรวมเรื่องสั้นด้วย เป็นงานเขียนรางวัล Pulitzer จึงเป็นได้ว่าฉันอาจจะไม่มีรสนิยมเอง ถึงได้อ่านแล้วไม่ชอบ แต่ก็ชอบเรื่องแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวกันนี้มาอยู่ ก็เลยไม่รู้ว่าเรื่องแรกเป็นเรื่องที่ทางสำนักพิมพ์ว่าดีที่สุด แต่ใช้ชื่อหนังสือตามชื่อเรื่อง The Interpreter of Maladies เพราะว่าชื่อน่าสนใจดีหรือเปล่า
แต่เรื่องสั้นเรื่องนั้นก็ยังไม่เท่าไหร่ อย่างน้อยก็ยังพอรู้สึกอะไรได้บ้างเมื่ออ่านจบ แม้จะไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกที่ได้คืออะไร (หรือว่านั่นแหละคือความสูงส่งของงานเขียนชิ้นนี้ก็ไม่ทราบได้) เมื่อเทียบกับงานศิลปะโมเดิร์นเหลือเกินหลายชิ้น ที่ดูแล้วไม่รู้จริงๆ ว่าศิลปินต้องการอะไร อยากให้คนดูรู้สึกอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า หรือ "เธอจะดูมันยังไงเรื่องของเธอ"
เกริ่นได้ยาวมาก เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันพุธไป MOMA (The Museum of Modern Art) มา เพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก เคยไป Guggenheim มาแล้วเลยรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบ Modern Art เลย แต่รู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ว่าควรจะไป เหมือนไปปารีสก็ควรไปหอไอเฟล อะไรทำนองนั้น
ไปถึงแล้วก็ culture shock อย่างรุนแรง ตอนไป Guggenheim ถึงจะมีแต่งานที่ไม่ได้ชอบ แต่ก็ยังพอเป็นงานที่รับได้ว่าคงเป็นศิลปะในสายตาบางคน ด้วยความที่ MOMA ใหญ่กว่าGuggenheim หรือเปล่าไม่ทราบได้ เลยมีงานแนวทดลองที่เห็นแล้วอึ้งไป ไม่รู้จะคิดอะไรดี มากพอสมควร
MOMA เอา painting ไว้ชั้นสี่กับชั้นห้า กว่าจะขี้นไปถึงก็ต้องผ่านเก้าอี้และจานชาม ซึ่งก็น่าสนใจพอควรถ้าไม่คิดว่านี่คือพิพิธภัณฑ์
ชั้นสามมีรูปถ่าย ซึ่งคงน่าสนใจสำหรับคนที่ชอบ ฉันเดินผ่านด้วยความรวดเร็ว
ผ่านไปครี่งหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังไม่เจออะไรที่คิดว่าโชคดีที่ได้เห็นเลย พอรู้ว่าชั้นสี่เป็น painting เลยเกิดมีความหวังขึ้นมา เข้าไปปุ๊บเกิดอาการปากอ้าตาค้างทันที เรียงตามลำดับความน่าทึ่งนะคะ


สองรูปแรกเป็นฝีมือศิลปินคนเดียวกัน รูปแรกก็ยังพอเข้าใจ ดูไปดูมาก็อาจจะซาบซึ้งได้ เห็นรูปราวกับลายตวัดพู่กันจีน แต่ชื่อรูปนี่ Princess Helena เอาก็เอา ถ้าตั้งใจมองหน่อยก็พอจะเห็นได้ว่าทำไมตั้งชื่อนี้ รูปที่สอง ไม่ใช่ว่าฉันถ่ายรูปไม่ดีเลยไม่มีอะไรให้ดูนะคะ นี่เป็นสีเดียวสม่ำเสมอ ไม่มี texture อะไรเลยจริงๆ คำอธิบายข้างรูปเขียนว่านี่เป็นสีที่ศิลปินผสมขึ้นมาเอง เป็น shade ที่เรียกว่า International Klein Blue ภาพชื่อ Window to Freedom อันนี้ก็พยายามเข้าใจว่าสี shade นี้อาจจะมีความลับลึกซึ้งซ่อนอยู่ รูปต่อไปนี่เป็น blank canvas จริงๆ มีแค่กรอบที่เป็นสี ชิ้นสุดท้ายนี่เกินความเข้าใจ ดูแล้วเกือบหมดกำลังใจหันหลังกลับบ้าน
แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่เห็นรูปเขียนดังๆเลยนี่นา อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี de Kooning กับ Picasso สิ ที่นี่ MOMA นะ เลยเกิดกำลังใจเดินขี้นชั้นห้าต่อไป ขี้นไปถึงแล้วก็สบายใจ ได้เห็นงานที่ถึงจะไม่ประทับใจแต่ก็ยังรับได้ว่าเป็นศิลปะ เดินวนๆไปด้วยความรู้สึกว่าเท่านี้ก็คงไม่เสียทีที่มา


รู้สึกว่าน้องวัวน่ารักดี ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรมากไปกว่านี้
แล้วก็ได้เห็น Reflections of Clouds on the Water-Lily Pond ของ Monet เป็นงานชิ้นใหญ่มาก สาม panel ต่อกัน โผล่พ้นประตูไปแล้วก็อึ้งเลยทีเดียว ไป The Met หลายครั้ง เคยเห็น Monet หลายรูป ก็ชื่นชมพอควรแต่ก็ไม่เคยปิ๊งขนาดนี้ รูปนี้นี่เกิดอาการตกหลุมรักกันเลยทีเดียว นั่งแปะอยู่ตรงหน้ารูปประมาณครึ่งชั่วโมง (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเดินมาทั้งวันแล้วเลยหมดแรง ส่วนหนึ่งอาจมาจากความโล่งใจที่ได้เห็นอะไรที่สามารถชอบได้ใน MOMA) ถ่ายรูปมาเยอะมาก แต่ต้องเห็นเองค่ะถึงจะเข้าใจ รูปถ่ายไม่มีฝีมือก็คงเป็นส่วนหนึ่ง แต่รูปที่เห็นในเว็บไซท์ MOMA ก็ไม่ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงเหมือนกัน
บทเรียนที่ได้รับ จากนี้ไปจะตรงไปชั้นห้าค่ะ